พวกเราเกือบทุกคนทราบสรรพคุณของ น้ำมันปลา หรือ โอเมก้า-3 โดยมีตัวพระเอกคือ DHA (Docosahexaenoic Acid) และมีพระรองคือ EPA (Eicosapentaenoic Acid) โดยที่ถ้ากินต้องให้ได้ถึงวันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งนี้ น้ำมันปลาที่ว่าเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง ชนิด PUFA (Polyunsaturated Fatty Acid) ที่เล็งกันมากว่าน่าจะมาชะลอโรคที่ทุกคนกลัวเมื่อเริ่มมีอายุตั้งแต่ 50 ปีกว่าๆขึ้นไป และจะโผล่มากขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ โดยเฉพาะถ้ามีสามผู้ก่อการอันได้แก่ เบาหวาน ความดันสูง ไขมัน และแถมอีกหนึ่งคือ อ้วน ทั้ง 3-4 ผู้ก่อการมีผลก่อให้เกิดการอักเสบ (ไม่ติดเชื้อ) ในร่างกายและเกิดภาวะความผิดปกติในเส้นเลือด
รวมทั้งเส้นเลือดในสมองแม้ยังไม่ตีบตันก็ตาม ได้แก่ ความสามารถในการยืดหยุ่น หดในเวลาที่ควรหด และขยายในเวลาที่ต้องการ เส้นเลือดเหล่านี้ทั้งแดงและดำ รวมทั้งช่องว่างรอบๆเส้นแดงและดำ และที่อยู่ระหว่างเซลล์ในสมองประกอบเป็นระบบระบายของเสีย ดังนั้นถ้าท่อระบายไม่ดี บวกกับการสร้างที่มากขึ้นในคนที่มีชะตาร้าย “ขยะพิษ” เหล่านี้ยิ่งสะสมเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
ตอนนี้ถ้าเราเกิดมีดวงชะตาร้าย ยิ่งมีพันธุกรรมหรือยีนที่ชอบเป็นโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ ทั้งปัจจัยภายนอกจากผู้ก่อการร้าย แถมด้วยบุหรี่ สุราเกินขนาด เกินการดื่มเพื่อสุขภาพ (ชาย 3 หญิง 2 แก้วต่อวัน) อัลไซเมอร์ยิ่งมาเยือนได้มากยิ่งเร็วขึ้น
ข่าวร้ายของชาวเราๆทั้งหลาย ทั้ง สว.สูงวัยหรือยังไม่สูงวัย เพราะการสะสมขยะพิษจนถึงมีอาการใช้เวลาตั้งแต่ 10-15 ปีขึ้นไป คือ รายงานในวารสาร Lancet Neurology (27 มีนาคม 2017) จากการศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการ 1,680 ราย อายุ 70 ปี หรือมากกว่าที่ยังไม่มีสมองเสื่อมชัดๆ แต่เริ่มมีบ่นถึงความจำหรือเริ่มงกๆ เงิ่นๆ ในชีวิตประจำวัน หรือเริ่มมีฝีก้าวในการเดินเริ่มเชื่องช้าลง
จากการติดตามไป 3 ปี (ระหว่าง 2008–2011) ทั้งที่มีการฝึกสมองด้วยโปรแกรมต่างๆ ด้วยการออกกำลัง ปรับอาหาร และเสริมด้วย DHA 800 มิลลิกรัม และ EPA 225 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเสริมด้วยยาหลอกมาเปรียบเทียบกัน และยังมีกลุ่มที่เสริมด้วยน้ำมันปลาอย่างเดียว โดยไม่มีโปรแกรมเสริมสมอง-ร่างกาย-ปรับอาหาร และกลุ่มที่มีแต่ยาหลอกเฉยๆ
ผลน่าเศร้าคือ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนก็ตามอัตราการเสื่อมของสมองมิได้แตกต่างกัน ข่าวนี้ทำให้ชาวเราเริ่มห่อเหี่ยว ทั้งๆที่คนไทยตอนนี้ก็สามารถเสริมน้ำมันปลาได้จากการกินปลาทู ปลาดุก ปลาสวาย โดยไม่ต้องซื้อน้ำมันปลาหรือต้องไปซื้อปลาแซลมอนมากิน แต่ทั้งนี้ต้องกินกับน้ำพริกกะปิ น้ำปลาน้อยๆหน่อย เพราะอาจได้เกลือโซเดียมมหาศาลเกิดความดันสูง ไตพังเร็วเข้าไปอีก
ช้าก่อนครับ อย่าเพิ่งเศร้า มีบทความในวารสารสมาคมแพทย์อเมริกันทางประสาทวิทยา (JAMA Neurology) (17 มกราคม 2017) ออกมาตีปลาหน้าไซก่อน นัยว่าคงได้ระแคะระคายรายงานฉบับที่กล่าวไว้ก่อนหน้า รายงานนี้เจาะจงการวิเคราะห์ผลของน้ำมันปลาต่อคนที่มียีนอัลไซเมอร์แบบ APOE 4 ทั้งนี้ โดยที่ยีนนี้น่าจะประสงค์ร้ายต่อสมองทำให้การระบายขยะพิษ เบต้า-เอมิลอยด์ (Beta Amyloid) จากสมองไปเลือดไม่สะดวก อีกทั้งสมองจะมีการปรับฟื้นฟูได้แย่ถ้าเกิดมีอันตราย อีกทั้งยังมีการอักเสบมากกว่าธรรมดา และมีผลกระทบต่อเส้นเลือดในสมอง มีการศึกษามากหลายชี้ว่า ในบรรดาไขมันสมอง DHA เป็นตัวต่อต้านที่สำคัญที่สุดต่อ APOE 4 และอาจจะรวมถึงกลไกที่มาจากผู้ร้ายอื่นๆที่ทำให้สมองเสื่อม นอกจากนั้น ในสมองของคนอัลไซเมอร์จะมีระดับของ DHA น้อยกว่าคนปกติ โปรตีน APOE 4 จะส่งผ่าน DHA เข้าสมองได้น้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่เริ่มมีอาการสมองเสื่อม หนำซ้ำในระยะที่เกิดอาการสมองเสื่อมแล้ว จะมีการสลาย DHA ได้มากกว่าธรรมดา
กลไกของ APOE 4 ต่อ DHA ในสมองกล่าวโดยสรุปสามารถแยกเป็น 3 ขั้นตอน โดยขั้นที่ 1 เกิดจากการที่ DHA เมื่อกินเข้าไปแล้วจะต้องถูกนำพาไปด้วยตัวพาหะ Lipoprotein ในกรณีคนที่มียีนอัลไซเมอร์ APOE 4 Apolipoprotein จะจับกับ VLDL ได้ดีที่สุด และเมื่อ VLDL ผ่านเข้าตับจะถูกทำลายได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่มียีนอัลไซเมอร์ โดยที่ระดับของ DHA ในเลือดจะสูงกว่าถึง 31% ขั้นที่ 2 DHA จากเลือดต้องผ่านผนังกั้นระหว่างเส้นเลือดกับสมอง โดยใช้ตัวส่งที่เรียกว่า MFSD 2a Transporter คนที่มี APOE 4 จะผิดปกติในการส่งผ่านนี้ ขั้นที่ 3 ในสมองนอกจากเซลล์ประสาท (Neuron) จะมีเซลล์อื่นผสมผสานช่วยเหลือ เช่น เซลล์ Astrocyte คนที่มียีนร้าย APOE 4 ที่ผิวของเซลล์นี้จะสามารถจับไขมัน เช่น DHA ได้น้อยกว่า และทำให้ส่งไปยังเซลล์ประสาทน้อยลง มิหนำซ้ำยังมีโปรตีน ABCA 1 ที่มีประสิทธิภาพน้อยลงในเซลล์ Astrocyte โดยที่ ABCA 1 จะผลักไขมันซึ่งรวมถึง DHA เข้าไปในน้ำหล่อเลี้ยงสมองไปยังเซลล์ประสาทเพื่อไปใช้งานต่อ
คราวนี้เกิดอะไรขึ้น เมื่อมีอาการสมองเสื่อมแล้ว กลไกในสมองยิ่งเลวร้ายหนัก โดยเส้นทางการทำลาย DHA จะเกิดสาร F4-Neuroprostanes การทำลายเกิดจากการที่มีการกระตุ้น Phospholipase A2 (PLA2) และจากผลของการที่มีสารพิษตกตะกอนของ Amyloid ทำให้ DHA หลุดออกจากเซลล์ประสาทเกิดเป็น Unesterified DHA ซึ่งเปลี่ยนเป็น F4-Neuroprostanes ฉะนั้นในระดับที่มีอาการแล้ว จะอัด DHA เข้าไปก็จะไม่เห็นผลดีนัก
ที่กล่าวถึงกลไกซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหล่านี้ เพื่อให้พวกเราเข้าใจว่าการจะใช้ไม่ว่ายา อาหาร อาหารเสริม ควรต้องรู้กลไกเบื้องหลังของสารนั้นๆและตัวโรค ขั้นตอนของโรคแต่ละตอนจะมีกลไกระบบต่างๆออกไป การจะสรุปว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลจะไม่ตรงไปตรงมา แต่ต้องเลือกว่าจะให้อะไร เมื่อไหร่ โดยพิจารณาอาการ ดูครอบครัวว่ามีใครเป็นมาก่อน และเริ่มให้แต่เนิ่นๆ ก่อนที่ผู้ร้ายจะแสดงตนเต็มเหนี่ยว
อย่าเพิ่งเหนื่อยนะครับ หมอดื้อจะได้มาเล่าอะไรๆสนุกๆ ให้ฟังต่อ.
หมอดื้อ