กว่าจะลงตัวได้ก็ต่อรองกันอยู่หลายวัน เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ถือเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่แหลมคมและโยงไปถึงอนาคตข้างหน้าด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นตัวละครสำคัญคือนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” ถูกซักฟอกเพียงคนเดียว และยังพัวพันไปถึง “พ่อ”-“ทักษิณ ชินวัตร” อีกด้วย
ปมที่แกะกันไม่ออกคือรัฐบาลชุดนี้มีนายกรัฐมนตรีซ้อนกันอยู่ 2 คน
มันก็เลยต้องมีการป้องกันเป็นพิเศษ
อีกทั้งฝ่ายค้านก็ต้องการเอาชนะ 2 พ่อลูก ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่ต้องโค่นล้มให้ได้ มิฉะนั้นการจะเข้ามาเป็นรัฐบาลเป็นเรื่องยาก
ผลที่ออกมาก็คือฝ่ายค้านยอมเอาชื่อ “ทักษิณ” ออกจากญัตติแล้วใช้คำว่า “คนในครอบครัว” แทน โดยแบ่งเวลาในการอภิปรายเป็น 2 วัน คือ 24-25 มี.ค.68 ลงมติในวันที่ 26 มี.ค.
ฝ่ายค้านได้เวลาอภิปราย 28 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลได้เวลา 7 ชั่วโมง
ก็น่าจะโอเคสมเหตุสมผลกับเนื้อหาสาระที่จะอภิปรายกัน
เมื่อเป็นศึกใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายก็ต้องเตรียมความพร้อม โดยรัฐบาลจะนัดหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลดินเนอร์กับหัวหน้าพรรคเพื่อเตรียมความพร้อม
“เพื่อไทย” ในฐานะแกนนำก็ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษเพื่อป้องกัน “ไข่ในหิน” ด้วยการตั้งองครักษ์พิทักษ์ “นายหญิง” อย่างเต็มที่
เช่นกันฝ่ายค้านก็ต้องเตรียมหมัดเด็ดหวังน็อกหรือทำให้บอบช้ำเท่าที่จะทำได้ ว่ากันว่าผู้ที่ขึ้นอภิปรายนั้นต้องทำการบ้านให้เรียบร้อยว่ามีประเด็นอะไรบ้าง มีน้ำหนักแค่ไหน
มีทีมงานตรวจสอบหลายรอบเพื่อให้ตรงเป้าตรงประเด็นและสร้างความสั่นสะเทือนต่อเป้าหมายเพราะรู้ดีว่าเสียงน้อยกว่า
แม้จะผ่านไปได้แต่ก็มีแผลเต็มตัว
หากมีทีเด็ดจริงๆก็น็อกคาเวทีได้!
...
ว่ากันว่าข้อมูลที่อยู่ในมือฝ่ายค้านนั้นเป็นประเด็นใหม่ที่ยังไม่ปรากฏมาก่อน สื่อมวลชนยังไม่มีการนำเสนอแต่อย่างใด
การที่ใช้คำว่า “คนในครอบครัว” นั้นกินความไปถึงทุกคนในครอบครัวที่ไปทำไม่ดีไว้ก็จะถูกนำมาแฉกลางสภา
ข่าวว่ามีเรื่องที่ดินซึ่งเกี่ยวข้องกับคนใหญ่ในทำเนียบ ซึ่งมิใช่ที่ดินสนามกอล์ฟ “อัลไพน์” ด้วย ซึ่งฝ่ายค้านย้ำว่า
นี่จะเป็นทีเด็ดที่เปิดออกมาต้องอ้าปากค้างแน่!
ประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายค้านพึงระวังก็คือแม้จะมีข้อมูลเด็ดแค่ไหนแต่ถ้าไม่สามารถนำเสนอในสภาได้ก็ไร้ประโยชน์
ดังนั้นจึงต้องอภิปรายด้วยลีลาและศิลปะที่เหนือชั้นพอสมควร เพราะมิฉะนั้นจะต้องถูกประท้วงหรือสร้างสถานการณ์วุ่นวาย
ทำให้อภิปรายไม่ได้หรือไม่ต่อเนื่อง
เพราะกล่าวอย่างเดียวไม่พอแต่ต้องมีองค์ประกอบอย่างอื่นเข้ามาเสริมช่วยด้วย อย่างเช่นทีมงานที่จะต้องคิดตามและตอบโต้กับองครักษ์ของฝ่ายค้านที่จะเล่นเกมป่วนไม่เลิก
ยิ่งชั่วโมงบินของฝ่ายรัฐบาลที่มีประสบการณ์เหนือกว่าจึงจะใช้ “จุดแข็ง” นี้ชิงความได้เปรียบ ซึ่งไม่ใช่ “เพื่อไทย” เท่านั้น
แต่ยังหมายรวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลด้วย!
สำคัญสุดอยู่ที่ว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านจะนำมาอภิปรายนั้น “เด็ด” จริงหรือไม่ หากไม่เด็ดจริงคงเล่นงานยาก
หรือข้อมูลจาก “ลุงป้อม” ที่ว่าจะเป็นทีเด็ดนั้น ขึ้นอยู่กับเด็ดแค่ไหน
เพราะดูท่าทีจากรัฐบาลแล้วค่อนข้างจะให้น้ำหนักหรือกลัวชุดข้อมูลของ “ลุงป้อม” มากกว่าของพรรคประชาชน
ก็เป็นอีกเกมการเมืองที่จะสู้กันดุเดือดแน่!
"สายล่อฟ้า"
คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม