ไอเดียของ คุณทักษิณ ชินวัตร บิดา นายกฯแพทองธาร ชินวัตร ไปปราศรัยกับคนเสื้อแดงที่พิษณุโลก คิดดังๆ ผ่านไมโครโฟนว่า “ปัญหาหนี้สินครัวเรือนเยอะเหลือเกิน ทำอย่างไรจะให้หนี้คนไทยลดลงได้ ผมก็ได้คิดดังๆว่า ยํ้าว่าแค่คิดดังๆ ยังไม่ได้ทำ เราจะซื้อหนี้ทั้งหมดของประชาชนออกจากระบบธนาคารดีไหม แล้วให้ประชาชนค่อยๆผ่อน แล้วไม่ต้องชำระเต็มจำนวน มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ยกออกจากเครดิตบูโรให้หมด ให้เป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำมาหากินใหม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินรัฐบาล ผมสามารถที่จะให้เอกชนลงทุน...”

คนเสื้อแดงได้ฟังก็เฮลั่นแต่ คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ไม่เฮด้วย

นักข่าวไปถาม คุณพิชัย เป็นไปได้หรือไม่ คุณพิชัย ตอบว่า หลักการแก้ปัญหาหนี้ปกติมี 2-3 วิธีอยู่แล้ว คือ การปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย ทำให้อยู่ได้ อีกวิธีหนึ่งคือ ใช้วิธีคล้ายปี 2540 ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งอาจต้องแยกบัญชี จำแนกประเภทธนาคาร หรือใช้มาตรการส่งเสริมการจัดตั้งกิจการร่วมทุน เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (AMC) โดยต้องร่วมกับธนาคารผู้เป็นเจ้าของหนี้ แนวคิดนี้ (ของคุณทักษิณ) จะเป็นไปได้หรือไม่ ยังไม่ทราบ ต้องขอดูข้อมูล และความเห็นจากทุกฝ่ายก่อน ต้องครอบคลุมถึงผู้ที่เป็นหนี้ดีด้วย รวมถึงหนี้บ้านหนี้รถ

แสดงว่า คุณพิชัย รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง ฟังแล้วก็ยังงง จะซื้อหนี้ครัวเรือนทั้งหมดออกมาจากระบบธนาคารแล้วให้ประชาชนผ่อน ไม่ต้องชำระเต็มจำนวน จะทำได้อย่างไร

หนี้ครัวเรือนไทย ตามข้อมูลของ สภาพัฒน์ ณ ไตรมาส 3 ปี 2567 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด มีมูลหนี้อยู่ที่ 16.34 ล้านล้าน เพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อน มีสัดส่วนคิดเป็น 89.0% ของจีดีพี แบ่งเป็น หนี้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ 5.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 34.3% หนี้ซื้อยานยนต์ 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10.2% หนี้เพื่อการประกอบธุรกิจ 2.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 17.7% หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค เช่น สินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต 4.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 28% และ สินเชื่ออื่นๆ 1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.8%

...

หนี้ครัวเรือนไทยเกือบจะท่วมจีดีพีประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่ารัฐบาลหรือเอกชนก็ไม่มีปัญหา ซื้อหนี้ได้ทั้งหมดแน่นอน สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบ สิ้นเดือนมกราคม 2568 ก็มีแค่ 13.71 ล้านล้านบาท ซื้อหนี้ครัวเรือนทั้งหมดไม่ได้ งบประมาณของรัฐบาลปี 2568 ก็มีแค่ 3.7 ล้านล้านบาท แต่หนี้ครัวเรือนมีถึง 16.34 ล้านล้านบาท

หากย้อนกลับไปดูตอน วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่รัฐมนตรีคลังพูดถึง มูลหนี้จากการปิดสถาบันการเงิน 56 แห่ง มีแค่ 1.4 ล้านล้านบาทเท่านั้น รัฐบาลยังต้องออกพันธบัตรระดมเงินไปใช้หนี้หลายครั้ง รวมทั้งกำไรของแบงก์ชาติ แต่ก็ยังไม่พอจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น ในที่สุดรัฐบาลก็ออกกฎหมายบังคับให้เก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 0.46 ของฐานเงินฝาก (FIDF Fee) ตั้งแต่ปี 2555 รัฐบาลและแบงก์ชาติช่วยกันใช้หนี้มาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงตุลาคม 2567 ก็ยังเหลือหนี้อยู่ 550,000 ล้านบาท ต้องใช้หนี้ไปอีก 9-10 ปีจึงจะหมด รวมระยะเวลาการใช้หนี้ 1.4 ล้านล้านบาท นานถึง 37 ปี

ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกดูนะครับ ถ้ารัฐบาลหรือเอกชนซื้อหนี้ครัวเรือน 16.34 ล้านล้านบาทออกจากระบบธนาคาร แล้วให้ลูกหนี้ผ่อนต่อแบบไม่เต็มจำนวน ต่อให้ลูกหนี้มีวินัยผ่อนทุกเดือนไม่เบี้ยวหนี้ จะต้องใช้เวลาผ่อนกี่ปีหรือกี่ชั่วคนจึงจะหมด

ที่แปลกใจก็คือ รัฐบาลพยายาม “แก้หนี้ที่ปลายเหตุ” แต่ไม่พยายาม “แก้ที่ต้นเหตุ” คือ “การเพิ่มรายได้ประชาชน” ให้มีเงินมากพอที่จะใช้หนี้ได้และอยู่ได้อย่างสุขสบาย การแจกเงินคนละหมื่นไม่ใช่วิธีเพิ่มรายได้ที่ยั่งยืน ไม่สามารถแก้หนี้ครัวเรือนได้ ถ้ารัฐบาลยังพยายามใช้วิธีนี้ต่อไปเรื่อยๆ “ให้จนแล้วแจก” สุดท้ายเศรษฐกิจไทยจะไปไม่รอด.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม