“สรรเพชญ” ฉะ รัฐบาลกู้จนหัวแบะ กำลังใช้จ่ายเกินตัว เน้นทุ่มงบทำโครงการ หวังผลทางการเมือง ไม่สนประเทศเสียหายอย่างไร พร้อมคืนฉายานักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้รัฐบาลเศรษฐา หลังเพื่อไทยเคยมอบให้รัฐบาลก่อน

เมื่อเวลาประมาณ 16.40 น. วันที่ 19 มิถุนายน 2567 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในวาระแรก ว่า งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการสะท้อนถึงความจริงใจของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณที่มาจากภาษีอากรของประชาชน เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินงานและนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล โดยตนมีความเห็นว่า งบประมาณรายจ่ายที่พิจารณาในวันนี้ รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการจัดสรรงบประมาณ ไม่เหมือนกับงบประมาณฉบับที่ผ่านมา สิ่งที่เห็นคือ รัฐบาลมีความพยายามที่จะทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีโดยไม่สนใจผลกระทบที่จะตามมา และทำงบประมาณแบบไม่รับผิดชอบ ประเทศจะเสียหายอย่างไรไม่เคยคิดรับผิดชอบ ขอให้ได้หาเสียงเป็นพอ

นายสรรเพชญ ระบุต่อไปว่า เมื่อครั้งที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ก็เคยให้ฉายารัฐบาลก่อนว่า เป็นนักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลกลับกู้เงินที่สูงเป็นประวัติการณ์ซึ่งจะพาประเทศลงเหว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่สูงถึง 865,700 ล้านบาท หากจะกู้เพื่อมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึก ตามที่ตนได้เคยอภิปรายไว้ในสภาตนไม่ติดใจ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำในวันนี้คือ รัฐบาลจะกู้เงินเพื่อมาแจก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควร 

ขณะที่ สัญญาณเตือนเรื่องสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องหาแนวทางในการแก้ไข เพราะแม้จะมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% แต่ในปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 67.9% แล้ว จึงมีความเป็นห่วงว่าปีงบประมาณหน้าอาจจะอยู่ที่ 69.9% เพราะจากสถิติของปี 2564-2566 สัดส่วนหนี้สาธารณะขยับขึ้นปีละ 2% ซึ่งในสากลมีเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 60% หากส่วนนี้เกินแสดงว่ารัฐบาลกำลังใช้จ่ายเกินตัว จึงเป็นสัญญาณเตือนแรกที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง ขณะเดียวกัน เรื่องของสัดส่วนการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ซึ่งตัวเลขปัจจุบันอยู่ที่ 4.5% ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานไม่ควรเกิน 3% กำลังสะท้อนว่ารัฐบาลกำลังใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งเป็นการกู้ชดเชยการขาดดุลสูงเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งเรื่องการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลก็มีความน่าเป็นห่วงที่จะจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า ทำให้ต้องกู้ชดเชยเพิ่มขึ้นอีก 

...

“สรรเพชญ” ฉะ รัฐบาลกู้จนหัวแบะ ทำงบหวังผลทางการเมือง กำลังใช้จ่ายเกินตัว

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งคำถามเพิ่มเติมไปยังรัฐบาล ว่า ข่าวหนาหูอีกเรื่องหนึ่งคือ กระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะไปออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินในต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังไม่เคยออกมาแถลงเพื่อให้ความกระจ่างในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ ตนมีความเห็นว่า หากรัฐบาลจะออกพันธบัตรเพื่อมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะหลักการที่สำคัญคือ รัฐบาลควรก่อหนี้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าใช้จ่ายในงบประมาณ 

“เรื่อง Digital Wallet ที่เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล ที่รัฐบาลได้มีการสอดไส้งบประมาณไว้ในรายจ่ายงบกลางกว่า 152,700 ล้านบาท ในขณะที่งบประมาณที่เหลือ รัฐบาลต้องไปเบียดบังมาจากงบประมาณปี 2567 และรีดนาทาเร้นให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการไปก่อน ซึ่งจะเกิดปัญหาภาระงบประมาณกึ่งการคลังในอนาคต”

ในตอนท้าย นายสรรเพชญ ยังได้กล่าวด้วยว่า รายการขอของหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนสูงถึง 6.5 ล้านล้านบาท แต่ต้องมีการตัดทอนไปถึง 2.8 ล้านล้านบาท ทำให้โครงการดีๆ ของส่วนงานต่างๆ ไม่ได้รับการสนับสนุน แต่กลับไปใช้ในโครงการที่หวังผลทางการเมือง อีกทั้งรัฐบาลไม่ได้มีทรัพยากรหรือเงินมากมายที่จะให้รัฐบาลทำโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือที่เรียกว่ากู้ไปผลาญ รัฐบาลจึงควรนำเงินเหล่านี้ไปพัฒนาคนให้พร้อมต่อการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต.