วันนี้คงได้เห็นทิศทางกันแล้ว เมื่อนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หันไปใช้บริการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ แก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันอาหารแพงแทน ครม.เศรษฐกิจ ที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่การรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจของภาคเอกชนในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งที่มีรัฐบาลเป็นตัวถ่วง วันนี้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว

เมื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนมิถุนายน 2565 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50.5 จากระดับ 49.3 ในเดือนพฤษภาคม จากการเพิ่มขึ้นในเกือบทุกองค์ประกอบ นำโดย ด้านการลงทุน ด้านผลประกอบการ และ ต้นทุน ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยความเชื่อมั่นในภาคการผลิตปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกธุรกิจ

ภาคการผลิตที่ความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ ยานยนต์ เนื่องจากสถานการณ์ขาดแคลนชิ้นส่วนสำหรับการผลิตยานยนต์มีแนวโน้มที่คลี่คลายขึ้น

แต่ ความเชื่อมั่นในภาคที่มิใช่การผลิตเพิ่มขึ้นน้อยกว่า เนื่องจาก กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่มากนัก ประกอบกับ ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นกดดันให้ความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อและปริมาณการค้าปรับลดลง

สำหรับ ดัชนีด้านต้นทุนเดือนนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ปรับดีขึ้นตามราคาวัตถุดิบหลายรายการที่เริ่มทรงตัว สะท้อนว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังถูกกดดันจากภาระต้นทุนสูง ส่งผลให้ธุรกิจฟื้นตัวไม่เต็มที่

ถ้า นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ มีความ เข้าใจ เข้าถึง เรื่องน้ำมัน ใจกล้าๆ ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 32 บาทไปถึงสิ้นปี สร้างพลังจากข้างใน ผมรับรองว่าความเชื่อมั่นด้านกำลังซื้อจะพลิกฟื้นกลับมาทันทีส่งผลให้ ธุรกิจฟื้น เศรษฐกิจฟื้น คุ้มค่ายิ่งกว่าปล่อยให้น้ำมันดีเซลขึ้นไปตามกลไกตลาด (ที่บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในตลาดโลกปั่นกันอย่างสนุกมือ ฟันกำไรกันพุงปลิ้น หลายบริษัทต้นทุนผลิตต่ำขายบาร์เรลละ 30 เหรียญยังกำไร เพราะเป็นบ่อน้ำมันเก่าที่สูบขายมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว)

...

รายงานของ ธปท. ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าก็ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.6 จากระดับ 52.4 ตามการเพิ่มขึ้นของความเชื่อมั่นในเกือบทุกองค์ประกอบและเกือบทุกหมวดธุรกิจ ยกเว้นความเชื่อมั่นด้านต้นทุนที่ยังลดลงและอยู่ในระดับต่ำ ตามความกังวลต่อราคาปัจจัยการผลิตที่มีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าธุรกิจจะขยายตัวได้จากปัจจุบัน ยกเว้น กลุ่มผลิตเหล็ก ก่อสร้าง อสังหาฯ ที่ดัชนีความเชื่อมั่นยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 อย่างต่อเนื่อง

ถ้า ประเทศไทยมีผู้นำเก่ง รัฐมนตรีเศรษฐกิจเก่ง ไม่ใช่มาจากโควตาพรรคการเมือง เศรษฐกิจไทยดีกว่านี้แน่นอน หลายปัญหา เช่น กองทุนน้ำมัน ก็เกิดจากความผิดพลาดของรัฐบาล ไม่รู้เรื่องที่มาและประโยชน์ของกองทุนน้ำมัน ที่ผ่านมา รัฐบาล คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯยุคสภาแต่งตั้ง แก้กฎหมายกองทุนน้ำมันให้มีเงินกองทุนไม่เกิน 40,000 ล้านบาท ส่วนเกินให้ส่งเข้าคลัง ทั้งที่กองทุนน้ำมันตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บเงินส่วนเกินไว้ในกองทุน เพื่อชดเชยในยามน้ำแพง เมื่อ กลไกกองทุนน้ำมันถูกทำลายด้วยความไม่รู้ของผู้นำ วันนี้เมื่อเจอวิกฤติน้ำมันแพงยาว กองทุนก็ไม่มีเงินประคองราคาน้ำมัน แถมกองทุนน้ำมันเองก็ยังจะเจ๊งมีหนี้กว่าแสนล้าน นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้น

ไปดูดัชนีอีกตัวที่ ธปท. ไม่ได้พูดถึงก็คือ ดัชนีภาคการท่องเที่ยว ผมดูตัวเลขแล้ว วันนี้พุ่งขึ้นปรี๊ดเลยครับ เมื่อยกเลิก Thailand Pass ตั้งแต่ 1 ก.ค.ตัวเลขนักท่องเที่ยวก็เพิ่มเร็วขึ้น

การท่องเที่ยวฯ รายงานว่า ตั้งแต่ 1 ม.ค.–28 มิ.ย.มีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วกว่า 1.9 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.14 แสนล้านบาท คาดว่า สิ้นปี 65 จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 9.3 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.27 ล้านล้านบาท ถ้ารัฐบาลดูแลน้ำมันดีเซลให้คงที่ ผมเชื่อว่า ภาคการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์หลัก ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปกำลังถดถอยกันทุกประเทศ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”