จเรตำรวจฯ สรุปผลหารือร่วมกัมพูชาปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มคนไทยขายชาติใช้กัมพูชาเป็นฐานที่ตั้ง ส่วนใหญ่เน้นหลอกคนไทยมากกว่า ย้ำต้องนำตัวกลับมาดำเนินคดีข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ปิดทางอ้างตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ลั่นต้องปราบให้หมดภายในปีนี้ ขณะที่ตำรวจไซเบอร์ออกหมายจับเพิ่ม 15 ราย กลุ่มที่ถูกส่งตัวกลับจากปอยเปตพบเอี่ยวพนันออนไลน์ข้ามชาติ ตามจับกุมได้แล้ว 5 ราย
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 มี.ค. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ให้เดินทางไปประเทศกัมพูชา เข้าหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงาน กสทช. ของประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 13-14 มี.ค. โดยมีสาระสำคัญคือขอบคุณทางการกัมพูชาที่กวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทยในปอยเปต จำนวน 119 คน และได้แจ้งทางกัมพูชาให้ทราบถึงการดำเนินคดีกับกลุ่มคนไทยเหล่านี้ รวมทั้งหารือในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐานในฝั่งกัมพูชาเพื่อมาดำเนินคดีในไทย และการแลกเปลี่ยนข้อมูลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทยที่ลักลอบตั้งอยู่ฝั่งประเทศกัมพูชา เพื่อร่วมกันปราบปรามและส่งตัวคนไทยเหล่านี้มาดำเนินคดีในข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในไทยให้เด็ดขาด และให้หมดไปภายในปีนี้
พล.ต.อ.ธัชชัยกล่าวว่า การที่คนไทยแอบลักลอบข้ามช่องทางธรรมชาติแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา ไปตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ฝั่งกัมพูชา มีวัตถุประสงค์เพื่อหลบเลี่ยงข้อกฎหมายไม่ให้ถูกดำเนินคดี กลุ่มคนไทยขายชาติเหล่านี้จะมาหลอกลวงเฉพาะคนไทย แต่ไม่ไปหลอกลวงชาวกัมพูชา เมื่อถูกทางการกัมพูชาจับกุมจะถูกดำเนินคดีเพียงแค่ข้อหาหลบหนีเข้าเมือง หรือทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษน้อยมาก เนื่องจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทยไม่ได้หลอกคนกัมพูชา ความผิดไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศกัมพูชา และเมื่อส่งกลับมาไทย กลุ่มคนไทยขายชาติเหล่านี้จะโกหกและอ้างว่าถูกบังคับขู่เข็ญให้ทำงาน อ้างว่าตนเองเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ เพื่อจะไม่ต้องถูกดำเนินคดีในไทย จากการใช้ช่องว่างดังกล่าว ทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมากลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ย่ามใจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย โทร.หลอกคนไทยเป็นจำนวนมาก ไม่จำกัดชนชั้น เพศ วัย เปิดหน้าวิดีโอคอล มีแม้กระทั่งการต่อว่ารุนแรง เยาะเย้ยซ้ำเติมผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ รวมทั้งการซ้ำเติมส่งพวงหรีด หรือพูดจาดูถูกกับญาติของผู้เสียชีวิตที่ฆ่าตัวตายจากการสูญเสียทรัพย์สินจากการหลอกลวงของคนไทยขายชาติเหล่านี้
...
จตช.กล่าวอีกว่า การดำเนินคดีในข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกับคนไทยจำนวน 115 คน จากทั้งหมด 119 คน ที่ทางการกัมพูชาจับกุมทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทยที่ปอยเปต ในข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อั้งยี่ ซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกง นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมทั้งการยึดทรัพย์ นับเป็นก้าวประวัติศาสตร์ เป็นครั้งแรกที่สามารถดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในข้อหาที่หนักมีโทษจำคุกถึง 15 ปี ไม่ให้กลุ่มคนไทยขายชาติเหล่านี้อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย อ้างการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์อีกต่อไป และขอยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทุ่มเทดูแลไม่ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีก รวมทั้งปราบปรามให้หมดไปจากสังคมไทย และร่วมกับทางการกัมพูชาในการนำคนไทยขายชาติเหล่านี้มาดำเนินคดีที่ไทยให้หลาบจำ และไม่ให้ใครนำมาเป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป
ส่วนที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี สายวันเดียวกัน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมคณะ แถลงข่าวการออกหมายจับ 15 คนไทย กลุ่มที่กัมพูชาบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใน ต.ปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย และส่งกลับมาไทย 119 คน ซึ่งออกหมายจับไปแล้ว 100 คน เหลืออีก 19 คน แบ่งเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี 4 คน ในขณะที่ 15 คนที่เหลือเป็นกลุ่มที่ทำงานในอาคาร K2 ชั้น 9 และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ แต่ยังไม่พบพยานหลักฐานในขณะนั้น แต่ล่าสุด กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2 สืบสวนจนได้หลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดของกลุ่มคนไทย 15 รายนี้ว่ามีหน้าที่จัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ ประเภทไฮโลและไพ่ป๊อกเด้ง หรือไพ่แปดเก้า โดยแบ่งเวลาทำงานกับคณะผู้ร่วมงานอื่น และยังได้รับเงินเดือนพร้อมที่พักอาศัยจากนายจ้าง เว็บไซต์พนันออนไลน์ดังกล่าวเปิดให้คนไทยเล่นและมีการสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ พนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติหมายจับบุคคลทั้ง 15 รายจากศาลในความผิดฐาน “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันโดยผิดกฎหมาย” ขณะนี้ตำรวจไซเบอร์สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหากลุ่มดังกล่าวได้แล้ว 5 ราย และอยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัวอีก 10 ราย
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่