จ่าเอกทหารเรือ พาพลทหารออกมากินร้านลาบนอกค่าย ก่อนเมาชนรถเก๋งริมทาง เป่าแอลกอฮอล์ขึ้นสูง 167 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แปลกใจมีพลทหารสะพาย M-16 ขอนำตัวกลับไปรับโทษ แต่ตำรวจไม่ยอมปล่อยตัว นำตัวเข้าห้องขังเตรียมส่งศาลจังหวัดพัทยาดำเนินคดีตามกฎหมาย
วันที่ 27 ก.พ. 68 มีรายงานว่า เมื่อเวลา 23.54 น. ของวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา พ.ต.ต. พรชัย เหลือผล สว.(สอบสวน) สภ.พลูตาหลวง จว.ชลบุรี ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหาย เหตุเกิดบนถนนสุขุมวิทหน้าร้านตาลสุม ม.7 ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มุ่งหน้าเข้าพลูตาหลวง จึงรีบเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุ พบรถเก๋งสีน้ำตาล ทะเบียน ชลบุรี มี น.ส.ธารญา แสดงตัวเป็นเจ้าของ โดยได้รับความเสียหายบริเวณหลังด้านขวา ใกล้กันพบรถเก๋งสีขาว ทะเบียน กาญจนบุรี มีจ่าเอกเกรียงศักดิ์ สังกัดหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ เป็นผู้ขับขี่รถยนต์ได้รับความเสียหายด้านหน้า สวมเสื้อคอกลมสีขาว กางเกงขาสั้น อยู่ในสภาพมึนเมา เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวไปยัง สภ.พลูตาหลวง เพื่อตรวจเป่าแอลกอฮอล์

...
ขณะนั้นได้มีรถกระบะ ตราสมอติดไซเรน ข้างรถเขียนว่า สอ.รฝ มาจอดพร้อมกำลังพลทหาร จำนวน 6 นาย สะพายข้างพกอาวุธปืนยาว M-16 ลงมาพร้อมจะเข้าควบคุมสถานการณ์ ก่อนนำตัวจ่าเอกเกรียงศักดิ์ พร้อมพลทหาร 2 นาย มายัง สภ.เพื่อดำเนินคดี
เมื่อถึง สภ.พลูตาหลวง จ่าเอกคนดังกล่าวอยู่ในสภาพมีอาการมึนเมาพูดจาไม่รู้เรื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่ชุดทหารมาคุมมา แต่พอมาถึงจ่าเอกคนดังกล่าว ได้เดินตรงมาหาผู้สื่อข่าวท้องถิ่นที่กำลังบันทึกภาพ ในลักษณะเดินปรี่ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ทหารที่ถืออาวุธปืนยาวอยู่หน้าโรงพัก พร้อมประสานขอนำตัวจ่าเอกคนพร้อม 2 พลทหารดังกล่าวไปควบคุมตัวเพื่อลงโทษทางวินัย แต่สุดท้ายทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมปล่อยให้จ่าเอกกลับไป เพราะอาจเข้าข่ายเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ก่อนนำตัวจ่าเอกเกรียงศักดิ์ไปเป่าแอลกอฮอล์ ขึ้นสูงถึง 167 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีตามกฎหมายเมาแล้วขับ นำตัวเข้าห้องควบคุมเตรียมส่งศาลจังหวัดพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนพลทหารทั้ง 2 นาย ที่เดินทางมากับจ่าเอก ทางตำรวจได้ให้ จนท.ทหาร ได้นำตัวกลับไปสอบสวนเพื่อลงโทษทางวินัยที่ต้นสังกัดต่อไป
อย่างไรก็ตาม ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดทหารต้องพกอาวุธปืนยาวออกมานอกค่ายทหาร ทั้งที่ไม่มีเหตุอันควร ทั้งที่ 3 คน ที่เป็นกำลังพล ยังไม่ได้แต่งเครื่องแบบ และสถานที่เกิดเหตุยังอยู่นอกค่ายทหารอีกด้วย