สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจและทำให้หลายคนรู้สึกหดหู่เกี่ยวกับเด็กอายุ 13 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นจำนวนสี่คนดักรุมทำร้าย โดยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธ ในขณะที่เด็กอายุ 13 ปีกับรุ่นพี่กำลังขับรถจักรยานยนต์ คนขับหลบก้อนหินได้ทัน ส่วนเด็กอายุ 13 ปีเคราะห์ร้ายหลบไม่ทันจึงถูกก้อนหินที่ใบหน้าทำให้ตกลงจากรถจักรยานยนต์ ศีรษะกระแทกพื้นอาการบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ตำรวจสามารถตามจับกุมตัวผู้ต้องหามาได้สามราย และยังหลบหนีอีกหนึ่งราย เบื้องต้นพนักงานสอบสวนตั้งข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย รอผลสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะครับ
จากอุทาหรณ์เรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ การใช้ก้อนหินเป็นอาวุธในการทำร้ายร่างกายผู้อื่นในลักษณะนี้ จะเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเจตนาฆ่าผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นความผิดคนละข้อหา และอัตราโทษแตกต่างกัน
พิจารณาข้อเท็จจริงจากการนำเสนอข่าวจะเห็นได้ว่า กลุ่มวัยรุ่นใช้ก้อนหินเป็นอาวุธทำร้ายเด็กอายุ 13 ปีกับพวก โดยยืนอยู่ใกล้รถจักรยานยนต์ ซึ่งมีเด็กอายุ 13 ปีนั่งซ้อนท้าย จากพฤติการณ์จึงทำให้เห็นได้ว่ากลุ่มวัยรุ่นมีเจตนาเพียงแค่ทำร้าย แต่ผลจากการทำร้ายดังกล่าวนั้นเป็นเหตุให้เด็กอายุ 13 ปีถึงแก่ความตาย
เทียบเคียงกับกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ศาลฎีกาได้โปรดมีคำวินิจฉัยพิพากษาให้ลงโทษจำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ฆ่าคนตายโดยเจตนา และข้อหาพยายามฆ่า โดยกลุ่มวัยรุ่นใช้ก้อนหินขว้างกระจกรถบรรทุกและรถยนต์โดยสารจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย

...
ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13 ปี หลายส่วน เช่น ประเภทของรถ ความเร็วของรถ และลักษณะของการปาก้อนหินในขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็ว เป็นต้น ดังนั้นควรจะพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นเรื่องๆ ไปครับ ข้อเท็จจริงอาจจะมิได้เจตนาฆ่าทุกกรณี
เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1178/2539
จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ก้อนหินขนาดโต เท่ากำปั้นขว้างกระจกหน้ารถยนต์บรรทุกและรถยนต์โดยสารที่ผู้เสียหายทั้งสองกำลังขับอยู่คันละสองก้อนโดยไม่มีสาเหตุกันมาก่อน โดยประสงค์จะให้ผู้เสียหายทั้งสองเสียหลักในการขับรถและอาจขับรถยนต์พลิกคว่ำลงข้างทางหรือถูกรถยนต์คันอื่นที่ตามมาชนจนพลิกคว่ำหรือตกข้างทาง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นแล้วย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้เสียหายทั้งสองหรือผู้โดยสารในรถยนต์โดยสารอาจได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายได้ จำเลยทั้งสามจึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองและผู้อื่น เมื่อไม่ถึงแก่ความตายจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 358 แม้ตามฟ้องมิได้ขอให้ลงโทษจำเลยเรียงกระทงความผิดหรือมิได้อ้างมาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้องก็ตาม เมื่อตามฟ้องโจทก์บรรยายแล้วว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดหลายกรรมและข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 ได้

สุดท้ายนี้ ขอฝากเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนสติครับ อารมณ์เพียงแค่ชั่ววูบอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้อื่นได้มากมายจนถึงชีวิต โดยที่ท่านอาจจะคาดไม่ถึง หนักนิดเบาหน่อยอภัยให้กัน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ
สำหรับท่านที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ
Facebook: ทนายเจมส์ LK