สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 สหรัฐฯกับแคนาดาร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในฐานะพันธมิตร ตามสนธิสัญญานอร์ทอเมริกาหรือ NORAD ค.ศ.1958 สหรัฐฯและแคนาดายังตั้งระบบป้องกันทางอากาศเพื่อรับมือภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตร่วมกัน สหรัฐฯและแคนาดาเป็น 2 ประเทศในทวีปอเมริกาที่สมาชิกนาโตช่วยเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงให้กันและกันและให้กับทวีปยุโรป
ค.ศ.1989 มีการลงนาม Canada-US Free Trade Agreement (CUSFTA) จนถึง 1 มกราคม ค.ศ.1994 สองประเทศที่มีพรมแดนประชิดติดกับสหรัฐฯคือแคนาดาและเม็กซิโกก็ลงนาม NAFTA หรือข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือกับสหรัฐฯ เพื่อลดภาษีศุลกากรและสร้างเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น
ค.ศ.2020 ภายใต้การนำของทรัมป์ ทรัมป์บอกว่าไม่เอาแล้ว NAFTA ขอเจรจาและมาลงนามกันใหม่ใน USMCA หรือ United State–Mexico–Canada Agreement ที่เพิ่มกฎเกี่ยวกับสิทธิแรงงานและสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงกฎด้านทรัพย์สินทางปัญญา เขียนให้เข้าใจง่ายก็คือ NAFTA แอ็กทีฟแค่ระหว่าง ค.ศ. 1994–2020 และตามด้วย USMCA เป็นข้อตกลงใหม่ที่มาแทนเมื่อ ค.ศ.2020
สหรัฐฯและแคนาดาระหองระแหงนองแนงเมื่อทรัมป์เป็นประธานาธิบดีในสมัยแรก (2017-2021) ทรัมป์ขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากแคนาดา โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ทรัมป์ด่าทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาหลังจากการประชุมจี 7 ว่าไม่ซื่อสัตย์ แคนาดาซึ่งมีอำนาจน้อยกว่าก็อึกๆ อักๆ แต่ทำอะไรสหรัฐฯไม่ได้ แคนาดาแก้หน้าด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐฯบ้าง
ทรัมป์แพ้เลือกตั้งและหายไป 4 ปี กลับมาใหม่ไฉไลกว่าเดิม 13 กุมภาพันธ์ 2025 ทรัมป์ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในอัตราร้อยละ 25 นายทรูโดนายกฯแคนาดาช่วงนั้นตกใจจนแทบลืมหายใจ ไม่นึกว่าสหรัฐฯจะกล้าทำอย่างนี้
ทรูโดแก้เก้อด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯในอัตราร้อยละ 25 เช่นกัน ทว่าจนถึงตอนนี้ทั้งสองก็ยังเลื่อนการเรียกเก็บภาษีออกไป
...
เมื่อมีการวิจารณ์ถึงภาษีศุลกากร ทรัมป์ก็เลยเสนอให้แคนาดาเข้าเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร และเพื่อที่แคนาดาจะได้รับความเมตตากรุณาอนุเคราะห์ในด้านการได้รับความคุ้มครองทางทหารจากสหรัฐฯ
ทรัมป์พูดจาซ้ำๆ ย้ำไปย้ำมาหลายครั้งว่า อ้า อยากให้แคนาดามาร่วมเป็นติ่งแผ่นดินของสหรัฐฯ ได้ฟังแล้วทั้งรัฐบาลและประชาชนคนแคนาดาก็แสดงความโมโหโกรธา โดยมองว่าทรัมป์ดูหมิ่นอธิปไตยของชาติ
ทรูโดเดินลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้แคนาดาได้นายกฯคนใหม่คือ นายมาร์ค คาร์นีย์ นายกฯคนนี้พูดเมื่อ 27 มีนาคม 2025 ว่า ความสัมพันธ์อันเก่าแก่ระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯจบไปแล้ว การปฏิบัติการร่วมทางทหารมันก็จบไปแล้วด้วยเช่นกัน บัดนี้ได้ฤกษ์เวลาที่ต้องเจรจากันใหม่ให้ครอบคลุมทั้งความเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงระหว่างเราสอง
“แคนาดาจะสู้กับมาตรการรีดภาษีของสหรัฐฯด้วยวิธีการแก้แค้นทางการค้า (ที่เราคิดขึ้นมาเอง) ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างสุดขีดดีดดิ้นให้สหรัฐฯ แต่กระทบกับแคนาดาน้อยที่สุด” “เราจะสร้างอนาคตที่เป็นเอกราชสำหรับประเทศของเราเอง (แคนาดา) เราจะต้องมีอนาคตที่เข้มแข็งกว่าอดีต” และ “เราจะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อป้องกันตนเองจากมาตรการรีดภาษีและความเป็นปรปักษ์จากสหรัฐฯ”
แต่ก่อนง่อนชะไร แคนาดาพึ่งพาแต่สหรัฐฯ ทว่าวันนี้พิสูจน์แล้วว่าเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนประชิดติดกันประเทศนี้ไม่ได้มีความจริงใจมอบให้แคนาดาเลย นายทิฟฟ์ แมคเลม ผู้ว่าการธนาคาร กลางแคนาดา ยอมรับด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อยละห้อยโหยโนยนาว่า “อ้า การรีดภาษีของสหรัฐฯจะทำให้เศรษฐกิจของแคนาดาเข้าสู่ภาวะถดถอย และมีเค้าลางแห่งวิกฤติ (เศรษฐกิจ)”
คาร์นีย์ นายกฯแคนาดา ประกาศยุบสภาเพื่อให้คนแคนาดาตัดสินใจอนาคตใหม่ทางการเมืองด้วยการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 28 เมษายน 2025 ขณะนี้คาร์นีย์เดินทางไปเยือนลอนดอนและปารีส เพื่อหาตลาดใหม่ๆให้สินค้าแคนาดา และบอกว่าจะกลับไปคุยกับทรัมป์ คาร์นีย์ขู่ว่ามาตรการรีดภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์จะสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวแก่แรงงานอเมริกันและผู้บริโภคชาวอเมริกันด้วยเช่นกัน
ทรัมป์ได้ยินคำสัมภาษณ์ของนายกฯแคนาดาแล้วก็หัวเราะหึหึ.
นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com
คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม