เจาะลึกนโยบาย ONE GAC 2.0 พร้อมตั้งไทยเป็นฮับผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ ล่าสุดส่งออกรถยนต์ในปี 2024 ไปยังกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 12,000 คัน
มิสเตอร์ Wei Haigang ประธานกรรมการบริหาร GAC INTERNATIONAL อธิบายถึง One GAC 2.0 ว่า นโยบายดังกล่าวถือเป็นสัญญาณว่าธุรกิจต่างประเทศของ GAC ได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ โดยเราจะเร่งขยายตลาดต่างประเทศผ่านการเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของแบรนด์ การดำเนินงานแบบ localized และการทำงานร่วมกันในระดับโลก
โดยยึดหลักระยะยาวเพื่อพัฒนาตลาดต่างประเทศ ซึ่งในปี 2024 GAC มุ่งสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ Global GAC อย่างเต็มที่ โดยในเฟส 2.0 ของ One GAC นี้ เราจะดำเนินตามแนวคิดระยะยาว มุ่งส่งมอบคุณค่าแบรนด์ด้านคุณภาพเป็นเลิศและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี
พร้อมทั้งยึดหลักการบริการต้องมาก่อน ลูกค้าคือที่หนึ่ง โดยมีบริบทความเข้าใจทางความหลากหลายของแต่ละตลาดทั่วโลก และตั้งใจดำเนินธุรกิจแบบ localized ในแต่ละประเทศเพื่อเป็นแบรนด์ท้องถิ่นที่ผู้บริโภคไว้วางใจ เสริมประสิทธิภาพการจัดวางตลาดต่างประเทศ และเร่งรัดกระบวนการสากลอย่างแม่นยำ

...
นอกจากนี้ เรายังเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของแบรนด์ในระดับโลก โดยการอัปเกรดกลยุทธ์ One GAC จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นเอกภาพของแบรนด์ทั่วโลก ผ่านมาตรฐานแบรนด์ บริการ และประสบการณ์ผู้ใช้ที่เป็นหนึ่งเดียว จะช่วยเพิ่มการรับรู้และภาพลักษณ์ของแบรนด์ในตลาดโลก ให้ผู้ใช้งานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถสัมผัสได้ถึงคุณภาพและเทคโนโลยีขั้นสูงของผลิตภัณฑ์และบริการของ GAC พร้อมกันนี้ GAC จะเร่งการปฏิรูปภายใน และสร้างระบบการประสานงานระดับโลกที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในด้านการวิจัย การผลิต การขาย และบริการ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานในตลาดโลกอย่างแท้จริง
สำหรับประเทศไทยถือเป็นสำนักงานใหญ่ของ GAC ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรามุ่งใช้ไทยเป็นศูนย์กลางเพื่อขยายไปสู่ตลาดอาเซียน ปัจจุบัน GAC ได้เข้าสู่ 9 ประเทศในอาเซียน เช่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดย GAC มีเป้าหมายที่จะพัฒนาประเทศไทยให้กลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและจำหน่ายระดับโลก โดยการส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไปยังต่างประเทศ

มิสเตอร์ Wang Haoyong กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอออน ออโตโมบิล เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GAC AION กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยนั้น ในปี 2024 ที่ผ่านมา GAC AION มียอดส่งออกรวมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิน 12,000 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการส่งออกจากประเทศไทยเกือบ 10,000 คัน และมียอดขายปลายทางในประเทศไทยมากกว่า 7,500 คัน ทำให้แบรนด์ GAC AION ติด Top 5 แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขายดีในไทย
ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมา GAC ได้แนะนำรถยนต์รุ่นเด่นเข้าสู่ตลาดไทย 4 รุ่น ได้แก่ AION Y Plus, AION ES, HYPTEC HT, และ HYPTEC SSR ด้วยระบบควบคุมคุณภาพที่แข็งแกร่ง ทำให้รถเหล่านี้ได้รับการยอมรับจากทั้งดีลเลอร์และลูกค้าในด้านคุณภาพและประสบการณ์การขับขี่
นอกจากนี้ GAC ใช้รูปแบบดีลเลอร์ในการขยายเครือข่าย ปัจจุบันมีดีลเลอร์ 59 แห่ง และในปี 2025 มีแผนจะรับรองเพิ่มเป็น 100 แห่ง และเปิดดำเนินการจริง 80 แห่ง เพื่อมอบประสบการณ์ด้านการขายและบริการที่เหนือระดับแก่ผู้บริโภคชาวไทย

"โรงงานอัจฉริยะในประเทศไทย ในจังหวัดระยอง ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางปี 67 นั้นถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกลยุทธ์การตั้งฐานการผลิตในไทยของแบรนด์ AION โดยในขณะนี้สามารถใช้ชิ้นส่วนท้องถิ่นได้ถึง 45% และมีแผนจะเพิ่มอัตราการใช้ชิ้นส่วนท้องถิ่นต่อไปในอนาคต"
ขณะเดียวกันโรงงาน GAC ในประเทศไทยมีจุดยืนในการตั้งหลักในไทย ขยายสู่อาเซียน และพิจารณาประเทศอื่นทั่วโลกที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการส่งออก โดยดำเนินงานตามแนวคิดขนาดเล็ก ผลิตเร็ว พัฒนาแบบเป็นขั้นตอน
...
โดยโรงงานมีแผนการก่อสร้างและขยายกำลังการผลิตแบบเป็นระยะ โดยเริ่มจากกำลังผลิตปีละ 20,000 คัน ไปสู่ 50,000 คัน และจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 100,000 คัน ตามช่วงเวลาและความเหมาะสม

มิสเตอร์ Wang กล่าวอีกว่า GAC เป็นบริษัทรถยนต์จีนรายเดียวที่มีระบบชาร์จพลังงานของตนเองในการขยายสู่ต่างประเทศ โดยบริษัท GAC Energy Technology (Thailand) ได้ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2024 และได้สร้างสถานีชาร์จ 25 แห่งแล้ว โดยมีแผน 100 เมือง 1,000 หัวชาร์จ ภายในปี 2027 โดย GAC มีแผนที่จะสร้าง 200 สถานี พร้อม 1,000 หัวชาร์จ ครอบคลุม 100 เมืองทั่วไทย เพื่อรับรองความสะดวกสบายในการใช้งานสำหรับผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า

...
นอกจากนี้ GAC ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เราได้บริจาครถเพื่อการเรียนการสอนให้กับสถาบันการศึกษาในไทย 2 แห่ง และจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากร NEV ระดับนานาชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นอกจากนี้ยังได้จ้างงานและฝึกอบรมพนักงานชาวไทยจำนวนมาก สร้างรายได้ เสริมการจ้างงานในประเทศ และพัฒนาบุคลากรไทยให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต