ตลาดรถยนต์ในประเทศปีที่แล้วถือว่าโหดหิน เพราะทำยอดขายได้เพียง 5.73 แสนคัน ลดลง 26.09% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นยอดขายที่ต่ำสุดในรอบ 15 ปี อันสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย กำลังซื้ออ่อนยวบ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้สถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยสินเชื่ออย่างมาก โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอาจจะลำบากกว่าปีที่แล้ว เพราะมีปัญหาจากการส่งออกเพิ่มเข้ามาจากนโยบายเปิดศึกสงครามการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา ทำให้ประเทศผู้ส่งออกสินค้าที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาก็เกิดความเครียดทันที โดยเฉพาะจีน เม็กซิโก และแคนาดา
ส่วนประเทศไทยซึ่งได้เปรียบดุลการค้าประเทศสหรัฐอเมริกามาหลายปีจนขึ้นเป็นอันดับที่ 11 ในปี 2567 ก็พลอยเครียดตามไปด้วย เพราะส่งสินค้าหลากหลายชนิดไปยังสหรัฐอเมริกามากเป็นอันดับหนึ่งด้วยมูลค่า 54,956.21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีสัดส่วนร้อยละ 17 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศไทยที่ 300,529.46 ล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งน่าจะสูงที่สุดตั้งแต่มีการส่งออก

ทั้งนี้ ปี 2567 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.ได้ทำการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 1,019,213 คัน ลดลงจาก 1,117,539 คันในปี 2566 ร้อยละ 9.65 โดยลดลงทุกตลาดยกเว้นตลาดอเมริกาเหนือแห่งเดียวที่ส่งออก 95,781 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.75 โดยเพิ่มขึ้นทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะ จากปี 2566
ขณะเดียวกันในปี 2567 ประเทศไทยได้ส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบไปยังสหรัฐอเมริกา มีมูลค่า 1,893 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.9 มีสัดส่วนร้อยละ 6.1 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด โดยเป็นรถยนต์นั่ง 320.52 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 98.13 สัดส่วนร้อยละ 6.20 ส่งออกชิ้นส่วน อุปกรณ์และส่วนประกอบ 1,566 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.05 สัดส่วนร้อยละ 15.30 รถจักรยานยนต์ 404.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สัดส่วนร้อยละ 17

จึงต้องรอดูความชัดเจนในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ว่าจะเรียกเก็บภาษีอากรขาเข้าประเทศอะไรบ้างและมีอุปกรณ์ ส่วนประกอบ ชิ้นส่วนอะไรบ้าง เพราะประเทศไทยส่งออกรถกระบะ 583,770 คัน และรถยนต์นั่งรวมรถ PPV 535,443 คัน และอุปกรณ์ ส่วนประกอบ ไปประเทศเม็กซิโก แคนาดา ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซียซึ่งถ้าถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นก็อาจจะส่งออกรถยนต์ได้น้อยลง ทำให้ประเทศไทยส่งออกอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องยนต์ลดลง นี่คือข้อกังวลเรื่องการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์สันดาปภายใน อุปกรณ์ส่วนประกอบ

ที่น่ากังวลอีกเรื่องคือรถยนต์นั่งไฟฟ้าราคาถูกจากจีนเข้ามาแบ่งบางส่วนไปในหลายตลาด และประเทศออสเตรเลียที่เป็นอันดับหนึ่งของการส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะจะเริ่มปรับรถยนต์ใหม่ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกินข้อกำหนดตั้งแต่กลางปี 2568 ซึ่งประเทศไทยในขณะนี้ยังไม่มีการผลิตรถกระบะไฟฟ้า จึงอาจจะถูกรถกระบะไฟฟ้าจากจีนแย่งตลาดไปบางส่วน
ส่วนปัญหายอดขายรถยนต์ในประเทศโดยเฉพาะรถกระบะที่ได้รับการปฏิเสธให้กู้มาตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2567 จนยอดขายลดลงถึงกว่า 200,000 คัน ยังคงได้รับการปฏิเสธจากสถาบันการเงินในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาจนมียอดขายแค่ 12,261 คัน ลดลงอีกร้อยละ 17.51 จาก ม.ค.ปีที่แล้ว รถกระบะที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศถึงกว่าร้อยละ 90 มียอดขายลดลงมากว่า 24 เดือน ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถกระบะต้องลดเวลาทำงานลงเหลือแค่ 3-4 วัน จ่ายเงินเดือน 75% ตามกฎหมายแรงงาน ผู้ผลิตยางล้อ เหล็ก กระจก หนัง ฯลฯ ก็ผลิตลดลง จนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 2567 ลดลงร้อยละ 1.79 จากการผลิตรถกระบะลดลงมาก เดือน ม.ค. 2568 ยังคงลดลงร้อยละ 0.85 โดยอุตสาหกรรมรถยนต์ลดลงถึงร้อยละ 18.30 ทำให้แรงงานกว่า 800,000 คน มีรายได้ลดลง จึงใช้จ่ายลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวในอัตราต่ำแค่ 2.5% รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลง ในปี 2567
แต่ในเดือน เม.ย.ปีนี้กระทรวงการคลังจะมีมาตรการให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อผู้ซื้อรถกระบะแล้วเป็นเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ทำให้ซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมยานยนต์ผลิตมากขึ้น แรงงานมีรายได้มากขึ้น จะได้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และท่องเที่ยวมากขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น เป็นการเริ่มต้นของเศรษฐกิจที่จะขยายตัวมากกว่าร้อยละสามตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ ถ้าประกาศต้นเดือน เม.ย.ก็จะส่งผลให้ยอดจองรถในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ปีนี้ คึกคักมากขึ้น
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. คาดว่าจากความไม่แน่นอนและยังไม่ชัดเจนในนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เบื้องต้น จึงตั้งเป้าว่าในปี 2568 ยอดผลิตรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 1,500,000 คัน แบ่งเป็นผลิตส่งออก 1,000,000 คันพอๆกับปีที่แล้ว และผลิตขายในประเทศ 500,000 คัน มากกว่าปีที่แล้ว 8% จากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชย 1.5 เท่าของการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาขายในประเทศปี 2565-2566 ที่ปีที่แล้วยังผลิตชดเชยไม่ครบ คาดว่าปีนี้จะผลิตได้อย่างน้อย 50,000 คัน
