ญี่ปุ่นสร้างบ้านและตึกสูงอย่างไร เมื่อประเทศต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง
ญี่ปุ่น ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์และเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังเป็นประเทศที่เผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นคิดค้นสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาต้นแบบและพัฒนานวัตกรรมการก่อสร้างที่สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนได้อย่างน่าทึ่ง เพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติและสร้างความปลอดภัยให้กับประชากรประเทศได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
โดยนวัตกรรมการสร้างบ้านและตึกสูงแบบญี่ปุ่นที่สามารถรองรับแผ่นดินไหวได้ หัวใจสำคัญคือ "ความยืดหยุ่น" แทนที่จะเลือกสร้างโครงสร้างที่แข็งทื่อ แต่การปรับตัวนี้ทำให้ญี่ปุ่นเลือกใช้วัสดุและเทคนิคที่ช่วยให้อาคารสามารถเคลื่อนไหวและดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้
เทคนิคหลัก คือการใช้ "โครงสร้างยืดหยุ่นที่เรียกว่า Flexible Structure" โดยการใช้วัสดุ เช่น เหล็กและไม้ที่มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้อาคารโยกตัวไปพร้อมกับแผ่นดินไหวโดยไม่แตกหัก ในทางวิศวกรรมโครงสร้าง หมายถึง โครงสร้างที่ถูกออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนไหว โค้งงอ หรือเปลี่ยนรูปได้ในระดับหนึ่งเมื่อได้รับแรงกระทำจากภายนอก โดยไม่เกิดการแตกหักหรือพังทลายลงมา
"ฐานรากลอย (Base Isolation Systems)" เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ โดยระบบนี้ใช้แผ่นยางหรือลูกปืนติดตั้งระหว่างฐานรากและตัวอาคาร เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากพื้นดิน โดยการแยกโครงสร้างอาคารออกจากพื้นดินด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ เช่น แผ่นยางพิเศษ (elastomeric bearings) หรือลูกกลิ้ง (sliding systems) ระหว่างฐานรากของอาคารกับพื้นดิน ทำให้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว พื้นดินจะเคลื่อนที่ แต่ตัวอาคารจะเคลื่อนที่น้อยลง หรือไม่เคลื่อนที่ตามพื้นดิน
...
ฐานรากลอยยังช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านไปยังอาคาร อุปกรณ์เหล่านี้จะทำหน้าที่ดูดซับและลดแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากพื้นดินไปยังตัวอาคาร ช่วยลดความเสียหายต่อโครงสร้างและทรัพย์สินภายในอาคาร และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ที่อยู่ในอาคารขณะเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากอาคารจะมีการเคลื่อนที่น้อยกว่าอาคารที่ไม่ได้ติดตั้งระบบนี้
"โครงสร้างเสริมแรง (Reinforced Structures)" การใช้คอนกรีตเสริมเหล็กและเหล็กเส้น ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและความทนทานให้กับอาคาร เป็นเทคนิคการก่อสร้างที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและความทนทานให้กับอาคาร โดยการผสมผสานวัสดุสองชนิดที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เพื่อให้สามารถรับแรงได้หลากหลายทิศทาง
โดยทั่วไปแล้ว โครงสร้างเสริมแรงที่พบได้บ่อยคือ คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างคอนกรีตและเหล็กเส้น ดังนี้มีคุณสมบัติรับแรงอัดได้ดี แต่รับแรงดึงได้น้อย ดังนั้นเมื่อนำวัสดุทั้งสองมาผสมผสานกัน จะทำให้โครงสร้างมีความแข็งแรงและทนทาน สามารถรับแรงได้ทั้งแรงอัดและแรงดึง ทำให้เหมาะสำหรับการก่อสร้างอาคารและโครงสร้างขนาดใหญ่
นอกจากคอนกรีตเสริมเหล็กแล้ว ยังมีวัสดุอื่นๆ ที่ใช้ในการเสริมแรงโครงสร้าง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) วัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงมาก ใช้ในการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างเก่าหรือโครงสร้างที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ
รวมถึง GFRP (Glass Fiber Reinforced Polymer) เป็นวัสดุเสริมแรงในโครงสร้างคอนกรีต ที่สามารถรับแรงดึงได้ดีกว่าเหล็ก การใช้โครงสร้างเสริมแรงช่วยให้อาคารมีความปลอดภัยและทนทานต่อแรงต่างๆ เช่น แรงจากแผ่นดินไหว แรงลม หรือน้ำหนักบรรทุก
นอกจากนี้ อาคารต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นยังมี "เทคโนโลยีลดแรงสั่นสะเทือน (Damping Systems)" เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อลดหรือควบคุมการสั่นสะเทือนในโครงสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เมื่อเกิดแรงภายนอกมากระทำ เช่น แผ่นดินไหว หรือแรงลม โดยหลักการทำงานคือการดูดซับและกระจายพลังงานของการสั่นสะเทือน เพื่อลดการเคลื่อนที่และแรงที่กระทำต่อโครงสร้าง
ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยีลดแรงสั่นสะเทือน จะติดตั้งอุปกรณ์ที่เรียกว่า "แดมเปอร์" (dampers) ไว้ในโครงสร้างอาคาร เพื่อทำหน้าที่ดูดซับพลังงานของการสั่นสะเทือน แดมเปอร์จะเปลี่ยนพลังงานกลของการสั่นสะเทือนให้เป็นพลังงานความร้อน หรือพลังงานรูปแบบอื่นๆ ทำให้ลดการสั่นสะเทือนของโครงสร้าง
ประเภทของแดมเปอร์ ประกอบด้วย Viscous Dampers ใช้ของเหลวหนืดไหลผ่านช่องแคบเพื่อสร้างแรงต้าน Friction Dampers ใช้แรงเสียดทานระหว่างพื้นผิวสองชิ้นเพื่อดูดซับพลังงาน Metallic Yield Dampers ใช้การเสียรูปของโลหะเพื่อดูดซับพลังงาน Tuned Mass Dampers (TMD) ลูกตุ้มขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาให้แกว่งในทิศทางตรงกันข้ามกับการสั่นสะเทือนของอาคาร เพื่อลดการแกว่งของอาคาร
และสุดท้ายคือ "การออกแบบอาคารให้มีสมมาตร (Symmetrical Design)" ด้วยการออกแบบอาคารโดยให้องค์ประกอบต่างๆ ของอาคารมีความสมดุลกัน โดยมีแกนกลางเป็นจุดสมมาตร ทำให้ทั้งสองฝั่งของอาคารมีลักษณะเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน โดยอาคารที่มีแกนสมมาตรจะแบ่งอาคารออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ตามองค์ประกอบต่างๆ ของอาคาร เช่น เสา คาน ผนัง หน้าต่าง ประตู จะถูกจัดวางให้มีตำแหน่งและขนาดที่สมดุลกัน ด้วยความสมดุลในแนวนอนและแนวตั้ง น้ำหนักขององค์ประกอบต่างๆ ของอาคารจะถูกกระจายอย่างสม่ำเสมอ
นวัตกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเทคนิคการสร้างบ้านและตึกสูงแบบญี่ปุ่นที่รองรับแผ่นดินไหว เป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ญี่ปุ่นได้แสดงให้โลกเห็นว่า แม้จะอยู่บนผืนดินที่ไม่หยุดนิ่งและเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่มนุษย์ก็ยังสามารถคิดค้นและสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและยั่งยืนได้
บทเรียนสำหรับประเทศไทย แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงและบ่อยครั้งเท่าญี่ปุ่น แต่หลายพื้นที่ก็จัดเป็นเขตเสี่ยงภัย การศึกษาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการเสริมความแข็งแรงโครงสร้างตามมาตรฐานที่เหมาะสม รวมถึงการพิจารณาการใช้ระบบเหล่านี้ในอาคารสูงหรืออาคารสาธารณะที่สำคัญ ย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในระยะยาว
...