ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามการค้า และการปรับเปลี่ยนนโยบายภาษีของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ บริษัทข้ามชาติหลายแห่งกำลังมองหาทางเลือกในการกระจายฐานการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย กลายเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับการลงทุน ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับภาคอุตสาหกรรม และต้นทุนการดำเนินงานที่แข่งขันได้
ล่าสุด AMATA ประกาศแผนปี 2568 พร้อมมั่นใจศักยภาพนิคมอุตสาหกรรมที่จะสามารถดึงนักลงทุนย้ายฐานหนีสงครามการค้า และตั้งเป้ายอดขายที่ดินเติบโตกว่า 15% พร้อมวางงบลงทุนในประเทศไทยกว่า 7 พันล้านบาท ในการขยายพื้นที่และพัฒนาระบบสาธารณูปโภคเพิ่มเติม
เด่นดาว โกมลเมศ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ทำให้เกิดการขยายฐานการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ไปยังประเทศที่มีศักยภาพ ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และมีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐาน
ดังนั้น บริษัทจึงได้เตรียมความพร้อมในการเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการด้านสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
โดยเตรียมงบลงทุนในไทยไว้ไม่ต่ำกว่า 7 พันล้านบาท ในการซื้อที่ดินสำหรับแผนการขยายพื้นที่และพัฒนาที่ดิน รองรับการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรม โดยพื้นที่นิคมฯในแต่ละแห่งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางด้านการค้าที่สำคัญ
ทั้งนี้ แหล่งเงินทุน จะมาจากผลประกอบการที่เกิดขึ้น และกระแสเงินสดในมือ ณ สิ้นปี 2567 ที่มีอยู่ราว 5 พันล้านบาท ประกอบกับบริษัทย่อยจะทยอยจ่ายปันผลด้วย ส่วนจะมีการออกหุ้นกู้ใหม่หรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาส่วนผสมที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง
โอชามู ซูโด รักษาการประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า สำหรับผลกระทบจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ นั้น โดยทั่วไปแล้ว จะเป็นไปในทางบวกต่อบริษัท เนื่องจากแนวโน้มการลงทุนจากประเทศต่างๆ จากประเทศจีนยังคงเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้หลายอุตสาหกรรมกำลังเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโฟกัสที่ประเทศไทย แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์และนโยบายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายที่ดินทั้งในไทยและต่างประเทศ 3,500 ไร่ เติบโตจากปีก่อนมากกว่า 15% แบ่งเป็นยอดขายที่ดินในไทย 2,500 ไร่ เวียดนาม 500 ไร่ และ สปป.ลาว 500 ไร่ ในเวียดนามที่ได้รับความสนใจจาก นักลงทุนอย่างมาก ทั้งญี่ปุ่น จีน เกาหลี และยุโรป เป็นต้น
ทั้งนี้ สิ้นปี 2567 บริษัทมีกระแสเงินสดประมาณ 5 พันล้านบาท และยอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอนจำนวนมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะโอนที่ดินได้ไม่ต่ำกว่า 50%
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนลดภาระหนี้ที่มีต่อเนื่อง และตั้งเป้าทำให้หนี้ของบริษัทหมดไปภายในปี 2569 ซึ่ง ณ สิ้นปี 2567 มีอยู่จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นกู้ 2 พันล้านบาท และที่เหลือเป็นหนี้ระยะสั้น-ยาว โดยเชื่อว่าการบริหารกระแสเงินสด ที่จะได้รับจากการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมาย จะสามารถลดภาระหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ให้ได้มากที่สุด
สำหรับแผนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยทั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง และนิคมอุตสาหกรรม ไทย-จีนนั้น บริษัทจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางด้านพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
วรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ในนิคม อุตสาหกรรม อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ในสปป.ลาว ปัจจุบันมีทั้งหมด 20,000 ไร่ เป็นที่ดินที่พร้อมพัฒนาแล้ว จำนวน 5,600 ไร่ โดยใช้แหล่งเงินทุนจากบริษัทแม่ และเงินกู้จากสถาบันการเงิน
ซึ่งนิคมฯ ดังกล่าวถือว่าเป็นเขตเศรษฐกิจแห่งใหม่ของ สปป.ลาว ที่กลุ่มอมตะได้นำนวัตกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมาพัฒนาและจะผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเป็นประตูการค้าสู่ประเทศจีนตอนใต้ โดยอาศัยเส้นทางรถไฟความเร็วสูงลาว-จีนเนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ห่างจากชายแดนจีนเพียง 40 กิโลเมตร
ล่าสุด ทางนิคมอุตสาหกรรม อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ในสปป.ลาวได้รับสิทธิประโยชน์ ด้านการลงทุนสูงสุดในภูมิภาคและสิทธิการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุน โดยการได้รับยกเว้นภาษี 30 ปี สำหรับผู้ลงทุนใน 7 ปีแรก ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดังนี้
ซึ่งแนวทางการพัฒนาของกลุ่มอมตะในลาวนำไปสู่การพัฒนาเป็นเมืองที่คำนึงถึง สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว ที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของ สปป.ลาว และภูมิภาคในอนาคต
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้