เศรษฐกิจโลกในไตรมาส 2/2025 กำลังเข้าสู่ภาวะ "Reversal of Fortune" หรือโชคชะตาที่พลิกผันชัดเจนขึ้น โดยสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่จีนแสดงสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้น
หลังผ่านปีใหม่มา 1 เดือน สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจการลงทุนเริ่มเป็นลบ ผลทั้งจากภาพเศรษฐกิจโลกล่าสุดเริ่มชะลอตัว และสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น โดยในส่วนเศรษฐกิจโลกนั้น ดัชนี PMI โลกในเดือน ม.ค.2568 แสดงให้เห็นการชะลอตัวของกิจกรรมทางธุรกิจลงต่ำสุดในรอบ 1 ปี
สหรัฐซึ่งพึ่งพิงการบริโภคถึง 70% ของ GDP เริ่มเห็นสัญญาณเปราะบางขึ้น ยอดค้าปลีกเดือน ม.ค. ดิ่งหนักสุดรอบ 2 ปี โดยหดตัว -0.9% ลดลงใน 9 จาก 13 หมวดสินค้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้บริโภคที่กำลังเผชิญเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง ทำให้หันไปพึ่งบัตรเครดิตและการก่อหนี้มากขึ้น เศรษฐกิจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Mild Stagflation
ในทางตรงกันข้าม จีนซึ่งเคยเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างหนักกำลังแสดงสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น ขับเคลื่อนโดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นผ่านการขาดดุลการคลังที่สูงที่สุดในรอบสามทศวรรษ รัฐบาลจีนได้ตั้งเป้าหมาย GDP ที่ 5% พร้อมทั้งออกพันธบัตรพิเศษระยะยาวมูลค่า 1.3 ล้านล้านหยวน
สิ่งที่ทำให้เกิด reversal of fortune ได้แก่ นโยบายการค้าของทรัมป์มีความเสี่ยงมาแรงและเร็วเกินคาด ล่าสุด มาตรการภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ประกาศแล้ว ได้แก่
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังทวีความรุนแรง อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ INVX ระบุว่าแม้ทรัมป์จะดำเนินนโยบายการค้าที่เข้มงวดต่อไป แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีโอกาสหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้ หากผลกระทบรวมของนโยบายภาษีไม่เกิน -1.1% ของ GDP ซึ่งยังต่ำกว่าการคาดการณ์การเติบโตที่ 1.9% ในปีนี้
ด้านเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านลบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไตรมาส 4/2567 ขยายตัวเพียง 3.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 3.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (ปรับฤดูกาล) ขยายตัวเพียง 0.4% ชะลอลงจาก 1.2% ในไตรมาสก่อน สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจ
ความเสี่ยงสำคัญคือนโยบาย Reciprocal Tariffs ของทรัมป์ที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากปัจจุบันไทยมีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในอัตราเฉลี่ย 8.2% ขณะที่สหรัฐเก็บภาษีสินค้าไทยเพียง 2.4% ดังนั้น สหรัฐอาจเพิ่มภาษีอีก 5.8% เพื่อให้เท่าเทียมกับไทย ซึ่งหากเกิดขึ้น อาจทำให้ GDP ไทยลดลง 0.5-0.6% และทำให้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเหลือเพียง 2.0% จากประมาณการเดิม 2.5% โดยคาดว่าการส่งออกจะหดตัว 1.0%
สงครามการค้าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐ โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ยางและผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องจักรกล รวมถึงสินค้าเกษตรต่าง ๆ
ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำ Selective Buy โดยในช่วงสั้นเรามอง SET จะฟื้นตัวได้บ้าง หลังดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงแรง 16%YTD แย่สุดในตลาดหุ้นทั่วโลกแล้ว เนื่องจากถูกกดดันทั้งจากกังวลสงครามการค้าและขาดปัจจัยหนุนในประเทศ อย่างไรก็ดีมองว่าแรงขายในภาพรวมน่าจะชะลอตัวลง เนื่องจากมีความชัดเจนของมาตรการลดหย่อนภาษีกองทุน ThaiESGX ทั้งนี้ เราแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ "Selective Buy" ใน 3 ธีมหลักที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว:
ขอให้นักลงทุนโชคดี