Thairath OnlineThairath PlusThairath SportThairath TVMIRROR

ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง

Date Time: 15 ต.ค. 2565 05:15 น.

Summary

  • ความพอเพียง ห้ามมีมาก ห้ามใช้ของหรูหรา? เป็นความเข้าใจผิดที่มักได้ยินกันบ่อย แต่ที่จริงแล้วคำว่าพอเพียงนั้น เป็นเชิงสัมพัทธ์ (relative) คือ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสถานะของแต่ละบุคคล


สุพริศร์ สุวรรณิก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือในหลวง ร.9 เมื่อ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา ผู้เขียนขอรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “หลักเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ และทรงปรารถนาให้เป็นแก่นสำคัญในการดำเนินชีวิตเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจผิด สับสน และสงสัยเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงอยู่มากในสังคมไทย โดยเฉพาะการตีความหมายอย่างคับแคบและตื้นเขินเกินไป

ความพอเพียง ห้ามมีมาก ห้ามใช้ของหรูหรา? เป็นความเข้าใจผิดที่มักได้ยินกันบ่อย แต่ที่จริงแล้วคำว่าพอเพียงนั้น เป็นเชิงสัมพัทธ์ (relative) คือ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสถานะของแต่ละบุคคล หรือพูดง่ายๆว่าเป็นการทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตนเอง มีการพัฒนาและร่ำรวยได้ แต่ให้เพียงพอกับความต้องการโดยไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีรายได้สูง มีไลฟ์สไตล์หรูหรา รับประทานอาหารที่ภัตตาคารเป็นประจำ ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม แต่ยังสามารถบริหารจัดการการเงินของตนเองได้ คือมีเงินเก็บและมีหนี้แบบที่ชำระได้ไหว แบบนี้ก็ยังพอเพียงในแบบของเขา คือไม่เกินตัว ดังความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 เมื่อปี 2544 ความว่า “...ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทำจากรายได้ 200-300 บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น สามหมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวีก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู...”

ความพอเพียงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกษตรกรโดยเฉพาะ? เป็นความเข้าใจผิดอย่างมากอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะเรามักจะเห็นตัวอย่างหลักๆ คือ เกษตรกรที่นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ เช่นนำไปประยุกต์กับเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่อันที่จริงความพอเพียงเป็นหลักการที่ใช้ได้กับคนทุกอาชีพ ทุกวัย และทุกภาคส่วน

ในหลวง ร.9 ทรงเสนอแนะให้ใช้แนวคิดนี้เพื่อแก้วิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังถาโถมอยู่ตั้งแต่ปี 2540 เพื่อให้ประเทศเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน เพราะความพอเพียง คือ การยึดทางสายกลางและดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ใจความสำคัญประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข โดยปัจจัยสำคัญที่เป็นแก่นแท้ของ 3 ห่วง ได้แก่ (1) ความพอประมาณ ไม่สุดโต่งเกินไป (2) การมีเหตุมีผล คิดวิเคราะห์ทุกอย่างก่อนลงมือปฏิบัติ (3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อไม่ให้กระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกระแสบริโภคนิยม เข้ามามีผลกระทบต่อชีวิตของเรามากเกินไป (ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเทคโนโลยี สิ่งที่ดีก็นำมาประยุกต์ใช้ให้ประเทศก้าวหน้า แต่ความก้าวหน้าต้องสมดุลด้วย) ส่วน 2 เงื่อนไข คือ (1) ความรู้ ที่จะนำมาสู่การตัดสินใจอย่างถูกต้อง (หากไม่มีก็หมั่นศึกษา) (2) คุณธรรม คือ รู้จักอดทนระงับความต้องการอันไม่มีประโยชน์ รู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่นด้วย

ความพอเพียงคือการกลับไปปลูกผัก ทำไร่ไถนา ปลูกข้าวกินเอง? เป็นอีกความเข้าใจผิดหนึ่ง แม้ว่าเราจะเห็นตัวอย่างของหลายคนที่ดำเนินชีวิตหวนคืนสู่วิถีธรรมชาติ แต่ต้องไม่ลืมว่าแต่ละคนมีพื้นฐาน มีต้นทุนชีวิต ความรู้ความถนัดที่แตกต่างกัน การยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การมีวิถีชีวิตในแบบดังกล่าว เพราะอาจกลับทำให้กลายเป็นชีวิตลำบาก เพราะไม่ได้มีพื้นฐานมาก่อน แต่การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ไม่ว่าเราจะดำรงชีวิตอยู่ในวิถีแบบไหน แม้แต่วิถีคนเมืองก็สามารถทำให้เกิดการรู้ใช้ รู้กิน รู้เก็บ และทำให้เรามีชีวิตที่มีความสุขร่ำรวยทั้งทรัพย์สินและปัญญาอย่างยั่งยืนได้ต่างหากครับ.


เราใช้คุ้กกี้

เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น

อ่านเพิ่มเติมคลิก(Privacy Policy) และ (Cookie Policy)