ผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ช้ากว่าที่คาด ทำให้ตลอดทั้งปี 2567 ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจของไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอุปสรรคและความท้าทายทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ
ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานผันผวน กำลังซื้อภายในทรุดตัว ดอกเบี้ยสูง หนี้ครัวเรือนพุ่งกระฉูด สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้ผลประกอบการบริษัททรุดตัวลงต่อเนื่อง
ไม่เว้นแม้แต่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของไทย และบริษัทในกลุ่ม ปตท.ที่เผชิญกับปัญหาผลประกอบการในปีที่ผ่านมาลดลง เพราะรายได้หลักมาจากการขายอิงกับราคาตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีที่อยู่ในวัฏจักรราคาขาลงมาต่อเนื่อง มีเพียงบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.และบริษัทโกลบอลเพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ ที่ทำกำไรสุทธิได้
ขณะที่หากมองแนวโน้มปี 2568 ภายใต้เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ กลุ่ม ปตท.จึงยังต้องเผชิญกับสารพัดปัจจัยรอบด้าน ทั้งความท้าทายจากภายนอกและภายใน โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ทิศทางนโยบายทรัมป์ 2.0 ส่งผลให้สงครามการค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงนโยบายด้านพลังงาน อาทิ การเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติและการปรับลดค่าไฟฟ้า
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มองความเสี่ยงเหล่านี้ว่า “จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าท้ายของ ปตท.” ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ที่มีพันธกิจสำคัญที่ต้องดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน ตามคำสัมภาษณ์ของเขาที่ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” นำมาถ่ายทอดต่อดังนี้...
หลังรับตำแหน่งกลางปี 2567 ที่ผ่านมา ได้ประกาศขับเคลื่อน ปตท.ด้วยวิสัยทัศน์ “ปตท.แข็งแรง ร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน : TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND SUSTAINABLE WORLD” แผนดังกล่าวทำให้กลุ่ม ปตท.ต้องผ่าตัดธุรกิจครั้งใหญ่อีกครั้ง เพื่อให้ก้าวไปสู่เป้าหมาย
“ปตท.ถือเป็นบริษัทพลังงานของชาติที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล บริหารองค์กรด้วยความโปร่งใส มีการกำกับดูแลที่ดีมีธรรมาภิบาลตามวิสัยทัศน์ปี 2568 สู่เป้าหมายการเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน ไม่เน้นกำไรในระยะสั้น และธุรกิจต้องเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ช่วยสังคมไทย ช่วยเอสเอ็มอี และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายที่ ปตท.ต้องการไปให้ถึง”
สำหรับการลงทุน ต้องทำให้เกิดประโยชน์ทั้งกับองค์กรและประเทศ และตอบโจทย์สถานการณ์โลกที่ผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องทำให้ ปตท.มีความคล่องตัว (Agility) ธุรกิจใดที่ดีต้องเร่งต่อยอดขยายผล ธุรกิจใดที่เคยดีหรือไม่น่ามีอนาคต ก็ต้องมีความกล้าที่จะถอนตัวออกมาอย่างชาญฉลาดและรวดเร็ว
ดังนั้น นับจากนี้ไป Vision for opportunity 2025 ของกลุ่ม ปตท. (PTT Group Direction and Strategy) จะเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างความเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่กับการบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี 2593
ส่วนแผนการลงทุนในระยะ 5 ปี (ปี 2568-2572) อยู่ที่ 55,000 ล้านบาท โดยปี 2568 จะลงทุน 25,000 ล้านบาท ได้แก่ การขยายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศ รวมทั้งการลงทุนที่สอดรับกับแผนดำเนินธุรกิจแบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย
ระยะสั้น เน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ไม่ใช่คาร์บอน ตั้งเป้าลดต้นทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ประมาณ 3,300 ล้านบาทต่อปี ภายใน 3 ปี เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าลดต้นทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทภายใน 2 ปี ระยะกลาง เน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจก๊าซธรรมชาติและการกลั่น โดยพาพันธมิตรมาร่วมธุรกิจ ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติของภูมิภาค (LNG Hub) ส่วนระยะยาว เน้นลงทุนระบบการดักจับและกักเก็บคาร์บอน
“ผมตั้งเป้าหมายว่าหลังการผ่าตัดธุรกิจ กลุ่ม ปตท.จะต้องมีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงิน ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นอีก 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่ง ปตท.บริษัทแม่ตั้งเป้าหมายทำได้ 10,000 ล้านบาท ที่เหลือ 20,000 ล้านบาท เป็นเป้าหมายของบริษัทในเครือทั้งหมดรวมกัน จากปี 2567 กลุ่ม ปตท.มี EBITDA รวมทั้งสิ้น 396,234 ล้านบาท”
ที่สำคัญ ปตท.ยังมีมุมมองที่ชัดเจนว่า “กุญแจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาดให้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือจะต้องมีความสมดุลระหว่างด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะประเทศไทยยังต้องสร้างการเติบโตทาง เศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เหมาะสม ต้องบริหารจัดการทุกภาคส่วนนี้ ให้เหมาะสมกลมกลืนอย่างลงตัว”
ล่าสุด ปตท.อยู่ระหว่างรีวิวเป้าหมาย Carbon Neutrality 2040 และ Net Zero 2050 ใหม่อีกครั้ง โดยจะเน้นดูภาพรวมทั้งกลุ่มตามบริบทโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเก็บภาษีคาร์บอน จึงต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมสุด เพราะทุกกระบวนการมีต้นทุน อาจจะช้าหรือเร็ว เป็นไปได้หมด
ส่วนแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน ปตท.จะปลูกป่า 2 ล้านไร่ เพราะเป็นวิธีที่ต้นทุนถูกที่สุด พร้อมกับเดินหน้า 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.ศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ผ่าน ปตท.สผ. ที่ได้ศึกษาทำแหล่งแซนด์บ็อกซ์ในแหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ 1 ล้านตัน แต่ยังไม่สามารถระบุต้นทุนดำเนินการที่แท้จริงได้
นอกจากนี้ จะต้องรอภาครัฐกำหนดกฎกติกาและกฎหมายให้ชัดเจนก่อน เพราะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องบูรณาการร่วมกันอย่างรอบคอบ ปัจจุบันภาครัฐมีคณะทำงาน และอีกส่วนยังมีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมหรือกรมโลกร้อน ซึ่งเพิ่งก่อตั้งเป็นตัวขับเคลื่อนด้วย โดยปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯให้การอุดหนุนค่าเก็บคาร์บอนที่ราคา 85 ดอลลาร์ต่อตัน
ส่วนเรื่องที่ 2 คือ ธุรกิจไฮโดรเจน เนื่องจากภาครัฐได้กำหนดสัดส่วนการผสมไฮโดรเจน 5% ในเชื้อเพลิงในปี 2030 หรือปี 2573 ทำให้ ปตท.ต้องเตรียมพร้อมดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งเบื้องต้นจะเป็นการนำเข้าก่อน โดยอาจเป็นการนำเข้าจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง หรืออินเดีย เพราะต้นทุนถูก โดยมองไปที่ลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ความต้องการใช้ระดับแสนตันต่อปีขึ้นไป
“การลงทุนทั้ง 2 เรื่อง ยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐ โดยเฉพาะด้านกฎหมาย ทั้งการกักเก็บคาร์บอน การกำหนดไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง และหาก ปตท.จะต้องใส่งบลงทุน ก็มั่นใจว่าจะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่จากภาคเอกชนที่ต้องการพลังงานสะอาด เพื่อผลักดันให้อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีขยายตัว ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจจะต้องประเมินอีกครั้งหนึ่ง”
สำหรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เล็ก หรือ SMR นั้น ปตท.อยู่ระหว่างศึกษาโดยบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท.
“เราจะเน้นสร้างความมั่นคงและการเติบโต ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลง สร้างเสถียรภาพท่ามกลางโลกที่ยังมีความวุ่นวาย ผันผวน ยืนยันว่าไม่ใช่จะไม่ลงทุน แต่ ปตท.จะลงทุนในสิ่งที่คุ้มค่า คุ้มทุน และสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด”
ในประเด็นความคืบหน้าการหาพันธมิตร เพื่อมาร่วมทุนกับ ปตท.และบริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัทไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจา ซึ่งการหาพันธมิตรมาเติมเต็มธุรกิจ เพื่อขยายการลงทุนให้เกิดความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดย ปตท.ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจนั้นๆตามเดิม
ปตท.เพิ่งนำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปเยี่ยมชม Takasago Hydrogen Park ที่ประเทศญี่ปุ่น ศูนย์แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับใช้ทดสอบเทคโนโลยีในการผลิตและการใช้งานไฮโดรเจนแห่งแรกของโลก (The world’s 1st center for validation of hydrogen-related technologies)
เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มุ่งเน้นในการผลิตและการใช้พลังงานไฮโดรเจนที่ยั่งยืน ก่อตั้งเมื่อปี 2565 ดำเนินการโดย Mitsubishi Heavy Industries, Ltd. (MHI) ตั้งอยู่ที่จังหวัด Hyogo เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของญี่ปุ่น
กระบวนการผลิตไฮโดรเจนของ Takasago Hydrogen Park มีความหลากหลาย เทคโนโลยีหลักๆที่ใช้ในศูนย์นี้ ประกอบไปด้วย กระบวนการ Electrolysis เป็นกระบวนการที่ใช้กระแสไฟฟ้า เพื่อแยกน้ำ (H2O) ออกเป็นไฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน (O2)
การผลิตไฮโดรเจนด้วยกระบวนการ Electrolysis นี้จะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ทำให้กระบวนการผลิตมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำหรือไม่มีเลย
นอกจากนี้ยังมีกระบวนการ Pyrolysis ที่เกิดจากการเผาไหม้มีเทน (CH4) เป็นกระบวนการทางเคมีที่ใช้ในการทำให้วัสดุแตกตัว โดยกระบวนการนี้เกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูง (ประมาณ 500-1,500 องศาเซลเซียส) ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮโดรเจนและคาร์บอนแข็งโดยไม่ปล่อย CO2 เข้าไปในชั้นบรรยากาศ เป็นวิธีการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และยังนำคาร์บอนที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นๆได้
สำหรับกระบวนการ Solid Oxide Electrolysis Cells-SOEC ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของ MHI เป็นเทคโนโลยีในการผลิตไฮโดรเจน โดยการใช้ไฟฟ้าแยกน้ำ (H2O) เป็นไฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน (O2) ผ่านทางกระบวนการ Electrolysis และใช้ความร้อน (อุณหภูมิ 700-1,000 องศาเซลเซียส) ที่จะใช้ไฟฟ้าน้อยกว่ากระบวนการ Electrolysis แบบปกติ
ส่วนการนำไฮโดรเจนไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์พลังงานเซลล์ไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell Vehicles–FCVs) ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ระยะการขับขี่ไกลกว่า และการเติมพลังงานที่รวดเร็วกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่
การใช้ไฮโดรเจนเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมี ในการผลิตสารเคมี เช่น แอมโมเนีย (NH3) ที่มีการใช้ในปุ๋ยไนโตรเจน และเมทานอล (CH3OH) ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมีอื่นๆ เป็นต้น
ที่สำคัญ Takasago Hydrogen Park ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการจัดการไฮโดรเจน เช่น การพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิง การสร้างเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนที่มีประสิทธิภาพ การประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนในระบบพลังงานต่างๆ และการสนับสนุนการใช้ไฮโดรเจนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และยังตั้งเป้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับการผลิตและการจัดการไฮโดรเจนในระยะยาว เช่น สถานีเติมไฮโดรเจนเพื่อรองรับการเติบโตของยานพาหนะที่ใช้เซลล์ไฮโดรเจน
อันเป็นอีก 1 ทางเลือกของพลังงานสะอาด ที่ ปตท.กำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมาย เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะต่อไป.
ทีมเศรษฐกิจ