ปิดฉากอย่างสวยงาม!! มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยปี 67 ที่หลายสำนัก คาดขยายตัว 2–3% แต่เอาเข้าจริง กลับได้ถึง 5.4% เมื่อเทียบปี 66 มูลค่าทะลุ 300,529.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 10.549 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับจากปี 65 ที่ได้ถึง 287,067 ล้านเหรียญ หรือ 9.944 ล้านล้านบาท
ความสำเร็จนี้เป็นผลจากการที่ภาคเอกชนและกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศร่วมกันทำงานหนัก เพื่อส่งเสริมและผลักดันการส่งออกทุกวิถีทางและทุกช่องทาง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงสารพัดที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจคู่ค้าอย่างหนักหน่วง
ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยังคงอยู่, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้เกิดสงครามจริงในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก, ภาวะเงินเฟ้อของโลกที่ยังสูง ฉุดกำลังซื้อผู้บริโภค, ความผันผวนของราคาพลังงาน และค่าเงินบาท ฯลฯ
แต่แม้ยังขาดดุลการค้า 6,280.4 ล้านเหรียญ (347,721 ล้านบาท) เพราะนำเข้ามากถึง 306,809.8 ล้านเหรียญ (10,896 ล้านล้านบาท) แต่ไม่น่าห่วง เพราะเป็นการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้า ทั้งเพื่อใช้ในประเทศ และเพื่อส่งออก ที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศในอนาคต
รวมถึงสินค้าทุน อย่างเครื่องจักรและส่วนประกอบ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และสินค้าเชื้อเพลิง ที่ไทยผลิตเองไม่ได้ หรือบางอย่างผลิตได้แต่ไม่พอใช้ ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือย นำเข้าไม่มากนัก
สำหรับปี 68 กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชน และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) 58 แห่งทั่วโลกประเมินว่า มูลค่าส่งออกจะขยายตัว 2-3% จากปี 67
ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงเดิมๆยังคงอยู่ แต่มีเพิ่มเติมคือ เศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วนจาก “นโยบายทรัมป์ 2.0” ที่อาจทำให้สงครามการค้ารุนแรงขึ้น และไทยอาจถูกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นหลายรายการ เพราะไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ และเป็นเป้าหมายที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” อาจ “เอาคืน”
จากปัจจัยดังกล่าว “น.ส.สุนันทา กังวานกุลกิจ” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เตรียมโครงการหลักๆในการส่งเสริมการส่งออกปีนี้ไว้แล้ว 510 โครงการ หากรวมโครงการย่อยของ สคต. 58 แห่ง น่าจะได้กว่า 700 โครงการ เพื่อผลักดันให้มูลค่าเติบโตตามเป้าหมาย
พร้อมกับสั่งการให้ สคต.ทำงานอย่างเข้มข้นมากขึ้น ทั้งหาคู่ค้ารายใหม่ๆ และติดตามมาตรการ และนโยบายทางการค้าของประเทศต่างๆอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
โดยเชื่อว่าในวิกฤติย่อมมีโอกาส เพราะผู้ส่งออกหลายรายแจ้งว่า ผู้ซื้อหลายประเทศ นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น และอาจมีการย้ายฐานการผลิตมาไทย หนีสงครามการค้า นอกจากนี้ “นายพิชัย นริพทะพันธุ์” รมว.พาณิชย์ ยังเตรียมเดินทางไปสหรัฐฯเดือน ก.พ.นี้ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ ไม่ให้ขึ้นภาษีไทยด้วย
ปีนี้ความร่วมมืออย่างแข็งแกร่งของภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกว่า 700 โครงการ ที่เตรียมไว้ น่าจะ “แผลงฤทธิ์” ผลักดันให้มูลค่าส่งออกเติบโตได้ตามเป้าหมาย.
ฟันนี่เอส
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม