โดนัลด์ ทรัมป์ ขอให้ชาวอเมริกันอดทนผลกระทบจากมาตรการกำแพงภาษีของเขา โดยยืนยันว่า ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดจะออกมาดีมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เม.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาย้ำความมั่นใจในมาตรการกำแพงภาษีที่เขาบังคับใช้กับสินค้านำเข้าจากทั่วโลก โดยเตือนชาวอเมริกันว่าจะมีความยากลำบากรออยู่ แต่ให้คำมั่นว่ามาตรการนี้จะทำให้เกิดการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์และความเจริญรุ่งเรือง

คอมเมนต์ล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. 2568 เขาประกาศมาตรการเก็บ "ภาษีพื้นฐาน" (baseline tariff) ในอัตรา 10% ต่อสินค้าทั้งหมดจากทุกประเทศที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และจะเก็บ "ภาษีต่างตอบแทน" (reciprocal tariff) ต่อหลายสิบประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด ในอัตราแตกต่างกันไป

“ที่ผ่านมาเราเป็นเสาโง่ๆ ที่ถูกเฆี่ยนตีอย่างช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เรากำลังนำงานและธุรกิจกลับมาอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” นายทรัมป์ระบุบนโพสต์ใน Truth Social เครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเขาเอง “นี่คือการปฏิวัติเศรษฐกิจ และเราจะชนะ อดทนไว้ มันไม่ง่าย แต่ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดจะเป็นประวัติศาสตร์”

ทั้งนี้ ภาษีพื้นฐาน 10% เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วหลังเข้าสู่วันเสาร์ที่ 5 เม.ย. 2568 ตามเวลาสหรัฐฯ ขณะที่ภาษีต่างตอบแทนจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 9 เม.ย. โดยจะส่งผลต่อประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ประมาณ 60 ประเทศ รวมถึง สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น, ไทย และจีน

มาตรการภาษีดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะตลาดวอลล์สตรีท ซึ่งสูญเสียมูลค่าทางการตลาดไปกว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่นายทรัมป์ประกาศมาตรการเมื่อ 2 เม.ย.

...

ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (4 เม.ย.) จีนซึ่งจะต้องเผชิญกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 34% หลังจากก่อนหน้านี้โดนมาแล้ว 20% ประกาศตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ ในอัตรา 34% เพื่อเป็นการตอบโต้ โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 10 เม.ย. 2568 เป็นต้นไป

นอกจากนั้น จีนประกาศจะฟ้องร้องสหรัฐฯ ต่อองค์การการค้าโลก (WTO) และจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากที่ใช้ในเทคโนโลยีระดับสูงด้านอิเล็กทรอนิกส์และการแพทย์ด้วย

ส่วนประเทศอื่นๆ ยังคงสงวนท่าทีต่อมาตรการภาษีของนายทรัมป์ โดยนายมารอส เซฟโควิค หัวหน้าฝ่ายนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งถูกสหรัฐฯ ตั้งภาษีต่างตอบแทนในอัตรา 20% ระบุว่า พวกเขาจะเคลื่อนไหวอย่างสงบ, ระมัดระวัง, เป็นหนึ่งเดียว และใช้เวลาเพื่อการเจรจา แต่ย้ำด้วยว่า EU จะไม่อยู่นิ่งเฉย

ด้านฝรั่งเศสกับเยอรมนีระบุว่า EU ควรตอบสนองด้วยการบังคับใช้กำแพงภาษีต่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเรียกร้องให้ประเทศดำเนินการอย่างใจเย็น หลังทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนต่อสินค้าญี่ปุ่นในอัตรา 24%

นายทรัมป์ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เขาได้พูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้นำเวียดนาม ซึ่งเสนอจะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อให้สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีต่างตอบแทนที่กำหนดไว้สูงถึง 46%

อนึ่ง นอกจากภาษีต่างตอบแทนแล้ว สหรัฐฯ ยังเริ่มเก็บภาษีรถยนต์ทุกคันที่ผลิตในต่างประเทศและนำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% ซึ่งส่งผลให้บริษัท สแตนแลนติส ต้องหยุดการผลิตที่โรงงานบางแห่งในแคนาดากับเม็กซิโกเป็นการชั่วคราว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnawsj