ตอนที่ 8
เสด็จเรียกทุกคนเข้ามาพบเพื่อมอบถุงผ้าและกล่าว “ของพวกนี้อยากจะแบ่งเสียให้หมดห่วง มีหลานอยู่กับเขาหลายคน หากไม่แบ่งให้เด็ดขาด เดี๋ยวจะตกลงกันไม่ได้ คุณท้าวช่วยเป็นพยานให้ฉันด้วยว่าฉันให้ใคร จะได้ไม่พูดกันผิดๆถูกๆภายหลัง”
“เสด็จเพคะ ทรงแบ่งให้ท่านหญิงองค์ไหน อย่างใดก็แล้วแต่พระเมตตา หม่อมฉันเป็นพยานได้” คุณท้าวรับคำ
หม่อมต่วนแอบยิ้มคิดไว้แล้วว่าคงแบ่งสมบัติ เสด็จพูดกับทุกคน “เงินในถุงมีถุงละสามสิบชั่ง ป้าให้หญิงใหญ่ หญิงกลาง หญิงนิด หญิงเม หญิงเล็กคนละถุง”
อลัมพุษากราบขอบพระทัยไม่คิดว่าจะได้ด้วยเพราะออกเรือนไปแล้ว เสด็จหันมาฝากของท่านชายอรชุนกับหม่อมต่วน และฝากของท่านชายวิสสุกรรมไว้ที่อุรวศี หม่อมเรี่ยมเห็นอุรวศียังไม่ได้จึงทูลถามทรงลืมหรือเปล่า ติโลตตมาสวนแทรกว่าเสด็จป้าหรือจะลืม แต่คงเห็นนิสัยใจคอไม่ผิดแผกจากแม่จึงไม่ประทานอะไรให้มากกว่า อุรวศีนิ่งไม่ได้สนใจทรัพย์ สมบัติ
“สร้อย หยิบหีบกับถุงใส่โฉนดให้ข้าที” เสด็จ สั่งสร้อย
สร้อยคลานเข่าไปหยิบถุงโฉนดใบใหญ่และหีบใส่เครื่องเพชรขนาดใหญ่พอควรเข้ามา เสด็จจับถุงและหีบบอกว่าทั้งหมดนี้ตนยกให้อุรวศี หม่อมต่วนกับติโลตตมาตาวาวทั้งแค้นทั้งอิจฉา เพราะรู้ว่าของเหล่านั้นมีค่ามหาศาล ส่วนคนอื่นยินดีกับอุรวศี แต่เจ้าตัวเห็นว่ามากเกินไป
ติโลตตมาอิจฉาจนทนไม่ไหว “เครื่องเพชรในหีบก็มากเกินพอแล้ว ยังมีที่ดินนครปฐมอีกพันไร่ เชียวหรือเพคะ”
“แม่ต่วน ทำไมไม่สอนแม่นางงามสามโลกบ้างว่าไม่ควรทะลุกลางปล้อง” เสด็จเอ็ด
หม่อมต่วนแค้นใจต้องเก็บอารมณ์กล่าวขอประทานอภัย เมรากับอรุณวาสีแสดงความยินดีกับอุรวศี อทริกาไม่คิดอิจฉายังบอกอีกว่า พระยานครชัยศรีเก็บค่าเช่ามาถวายเสด็จป้าทุกเดือน ต่อไปเธอสบายแล้ว หม่อมต่วนจิกตามองลูกอย่างไม่พอใจที่ไปญาติดีด้วยทำไม
เสด็จย้ำกับอุรวศี “หรือถ้ากลับไปอยู่บ้านแล้วไม่เป็นสุข เดือดร้อนนักก็ไปอยู่เมืองนครปฐม หญิงอยู่ตัวคนเดียวป้าเป็นห่วง”
อุรวศีน้ำตาคลอซาบซึ้งที่เสด็จป้าทรงเป็นห่วงอยากให้ตนพ้นจากหม่อมต่วนและมีรายได้จากค่าเช่าที่ จึงคลานเข้าไปกราบแทบเท้า เสด็จทรงลูบหัว หม่อมต่วนมองภาพนี้ยิ่งริษยาจับใจกำพัดในมือแน่น ติโลตตมานั่งค้อนหลายตลบทั้งแค้นและอิจฉา
กลับเข้าห้องนอนอทริกา หม่อมต่วนระเบิด อารมณ์ด้วยความแค้นใจ จะทำอะไรก็ไม่ได้เพราะที่ดินมีโฉนด แต่ที่ตนอยากได้มากที่สุดคือเครื่องเพชรประจำราชสกุล ไม่ควรตกเป็นของลูกเมียบ่าว อรุณวาสีเตือนว่ามีคุณท้าวเป็นพยาน อทริกาถามซื่อๆว่าหีบใหญ่ขนาดนั้นแม่จะแย่งเอามาได้อย่างไร หม่อมต่วนตาวาวไม่ได้อยากได้ทั้งหีบ ต้องการเพียงสร้อยเส้นนั้น ติโลตตมาเกิดความคิดพอมีวิธี แต่อรุณวาสีต้องร่วมมือ ท่านหญิงหน้าเสียส่ายหน้า แต่พอเห็นสายตาแม่ก็ได้แต่ก้มหน้าน้ำตาคลอ หม่อมต่วนให้หญิงกลางเล่าแผนการให้ฟัง
ooooooo
มีเพียงเมราและหม่อมเรี่ยมที่ยินดีด้วยอย่างจริงใจ แต่อุรวศีกลับไม่สบายใจที่เสด็จป้าแบ่งสมบัติเป็นลางไม่ดี หม่อมเรี่ยมปลอบใจว่าท่านคงอยากให้ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีการฟ้องร้องภายหลังให้อับอายขายขี้หน้า
ขณะนั้นเองอลัมพุษาเดินออกมาแสดงความยินดีกับอุรวศี ไม่อาจพูดอะไรได้มาก ได้แต่เตือนว่า “ทุกขลาภมีจริงนะจ๊ะ พี่ไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรได้มาก แต่พี่ก็ถือเสมอว่าเธอเป็นน้อง เป็นลูกของเสด็จพ่อเช่นเดียวกันกับพี่ พี่ย่อมอยากเห็นเธออยู่เย็นเป็นสุข ต่อไปเธอจะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังตัวให้มากๆ อย่าประมาทเป็นอันขาด”
“หญิงจะน้อมรับคำสอนของพี่หญิงใหญ่ไว้ และจะปฏิบัติตามค่ะ” อุรวศีรู้ว่าพี่จริงใจ
เมื่ออลัมพุษากลับไป หม่อมเรี่ยมกับเมรารู้ว่าท่านหญิงมีพระนิสัยต่างจากหม่อมต่วน แต่คงไม่กล้าว่าแม่ตัวเอง ที่ทรงเตือนแสดงว่ารู้ว่าแม่ตัวไม่ยอมหยุดง่ายๆ เมราอยากชวนอุรวศีไปอยู่เสียด้วยกัน ชักไม่สบายใจเกรงทรัพย์สมบัติจะเป็นทุกขลาภแก่น้องจริงๆ
พอจันได้ฟังอุรวศีเล่าถึงคำเตือนของอลัมพุษาก็ตกใจหวั่นวิตก ไม่ทันไรหม่อมต่วนเคาะประตูเปิดเข้ามา ปั้นยิ้มวางท่าเป็นมิตร กล่าวขอบใจที่ดูแลเสด็จอย่างดี จันกระซิบจะมาไม้ไหนจึงถูกหม่อมต่วนมองด้วยสายตาดุ รีบก้มหน้าไม่พูดอีก หม่อมต่วนชวนคุยเล็กน้อยก่อนจะเข้าเรื่อง ขอดูสร้อยเพชรประจำราชสกุลให้เป็นขวัญตาสักครั้ง อุรวศีเดาว่าต้องมีแผนบางอย่าง หม่อมต่วนรีบพูดอีกว่าขอตนเอากลับไปดูที่ห้องเพราะพี่ๆของท่านหญิงก็อยากเชยชมด้วย
“หม่อมกลับไปรอที่ห้องก่อนนะคะ หญิงจะเอาไปให้” อุรวศียิ้มอย่างใจเย็น
หม่อมต่วนรับคำยิ้มแย้มกลับออกไป จันร้อนใจจะทรงยอมเอาไปให้เขาถึงห้องหรือ อุรวศีคิดว่าถ้าไม่ให้ดูก็คงหาเรื่องอื่นมาอีก เผลอๆจะหนักกว่าเดิม จึงวางแผนให้จันทำบางอย่าง
อุรวศียกหีบเครื่องประดับมาที่ห้องอทริกา ไขกุญแจเปิดหีบ ทุกคนตาโตเมื่อเห็นเครื่องเพชรในหีบมากมาย แต่ติโลตตมาถามหาสร้อยเพชรประจำราชสกุล อุรวศี
หยิบกล่องกำมะหยี่ขึ้นมาแล้วเปิดให้ทุกคนดู ต่างตะลึงกับความแวววาวของเพชร ทันใดอุรวศีก็ปิดกล่องท่ามกลางความตกใจของหม่อมต่วนกับทุกคน ติโลตตมาโมโหหาว่ากลัวใครแย่ง ท่านหญิงไม่ตอบ
“หญิงหลง เธอทราบใช่ไหมว่าพี่หญิงเล็กจะเสกสมรสกับท่านสุรคม หม่อมแม่ของท่านชายมาสู่ขอกับฉันแล้ว” หม่อมต่วนเริ่มการแย่งชิง
อุรวศีได้ยินหม่อมต่วนพูดโดยไม่ใช้คำราชาศัพท์เลยสักนิดก็ตั้งรับ หม่อมต่วนอยากจะพูดตรงๆว่าไม่อยากรอให้เสด็จสิ้นก่อนถึงจัดงานแต่ง เลี่ยงว่าเพราะเสด็จประชวรจึงจะจัดงานเล็กๆ อยากขอยืมสร้อยนี้ให้อรุณวาสีใส่วันงาน คงไม่ใจดำกับพี่ อรุณวาสีทนไม่ไหวจะปฏิเสธ ติโลตตมาแอบหยิกปรามไม่ให้พูดอะไร อุรวศีไม่ขัดข้อง ติโลตตมาคิดในใจว่าช่างโง่จริง
อุรวศีขอให้อรุณวาสีลองสวมสร้อยในตอนนี้ เพื่อจะได้ดูกันว่าสวยแค่ไหน หม่อมต่วนยิ้มกระหยิ่มใจ อุรวศีขอสวมให้เอง อทริกาส่งเสียงชื่นชมว่างามจริงๆ หม่อมต่วนกำลังจะรวบรัดไม่ให้ถอดคืน แต่อุรวศีไวกว่า ปลดล็อกสร้อยให้ร่วงลงในมือตัวเอง แล้วเก็บใส่กล่องตามเดิมอย่างรวดเร็ว ใส่หีบล็อกกุญแจ หม่อมต่วนโวยทำอะไรจะเอาสร้อยไปไหน
“ก็หม่อมขอยืมไปใช้วันงาน รอวันงานเสียก่อนสิคะ ของประทานหญิงไม่กล้าให้อยู่ห่างตัว ถ้าหายจะหามาใช้คืนไม่ได้” พูดจบอุรวศียกหีบเดินเร็วรี่ออกไป
ทั้งหม่อมต่วนและติโลตตมาจะตามไปแย่งชิง จันซึ่งนั่งรออยู่หน้าห้องแกล้งรวบขาทั้งสองไว้ให้ตามท่านหญิงไม่ทัน อทริกาหัวเราะคิกคักเห็นเป็นเรื่องสนุก อรุณวาสีโล่งใจเช่นกัน
อุรวศีนำหีบเครื่องประดับมาฝากที่ห้องสร้อย เล่าเรื่องเมื่อสักครู่ให้ฟัง สร้อยถอนใจขนาดอยู่ในวังยังกล้าทำ แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร อุรวศีเครียดนี่คงเป็นเหตุให้เสด็จอยากให้ตนไปอยู่นครปฐม ให้พ้นจากคนเหล่านี้
ด้านหม่อมต่วนหงุดหงิดโทษลูกๆไม่ได้เรื่องสักคน อทริการีบปลีกตัวอ้างจะไปตามรถม้าให้ไปส่งตำหนัก ระหว่างที่หม่อมต่วนเดินหงุดหงิดตามออกมา เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินคุยกับข้าหลวง พอเห็นหน้าชัดว่าเหมือนหม่อมพิณ หม่อมต่วนตกตะลึงคิดว่าผีหลอก แต่ตั้งสติเดินลิ่วตามไปทันที อรุณวาสีแปลกใจแม่จะไปไหน...หญิงคนนั้นเดินเข้าไปอีกตำหนัก หม่อมต่วนจะตามเข้าไป แต่ถูกข้าหลวงถามจะมาพบเจ้าจอมมารดาหรือ ท่านไม่อยู่ จึงชะงักยอมกลับออกมา
เมื่อหม่อมต่วนกับลูกๆกลับไป อทริกาก็ออกไปดูละครปรีดาลัยกับสำอาง อุรวศีคิดจะไปเยี่ยมยายกับแม่ที่เรือน โดยสร้อยจะอยู่รับใช้เสด็จแทน จันหน้าเสียอึกอักๆกว่าจะทูลว่าบุญทันอยู่ที่เรือนจางวางสม อุรวศีหน้าเจื่อน แต่ถ้าไม่ไปวันนี้ก็จะไม่มีโอกาสอีก
พอได้เจอกับบุญทันใกล้ๆก็เห็นว่าเป็นชายสูงวัย มีสัมมาคารวะ พูดจาใช้คำราชาศัพท์ได้ดี โล่งอกขึ้นกล่าวขอบใจที่เขาดูแลแม่ของตนอย่างดี บุญทันจะลากลับ เพราะเช่าบ้านไว้ยังไม่ได้จัดแจงข้าวของ อุรวศีถึงรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่กับแม่ให้คนนินทาจึงให้แม่เดินไปส่ง แสงเห็นหลานรักไม่โกรธเคืองบุญทันก็เริ่มใจอ่อนลง ชื่นชมน้ำใจหลาน
“เรื่องแม่กับเถ้าแก่บุญทัน หญิงเองก็ไม่ได้เห็นด้วยนักหรอกจ้ะยาย แต่เรื่องที่ล่วงเลยไปแล้ว และแม่เองก็มีความสุขดี แล้วหญิงจะตั้งข้อรังเกียจเถ้าแก่ให้แม่ทุกข์ใจไปทำไมล่ะจ๊ะ”
แสงปลื้มปริ่มน้ำตาคลอ จันโล่งใจโพล่งออกมาว่า บอกแล้วท่านหญิงของตนพระทัยดี จางวางสมมะเหงกเคาะหัวจัน ใครนะที่มากระซิบให้ตนไล่บุญทันออกไปก่อนท่านหญิงจะมา อุรวศียิ้มแย้มหันมาป้อนยาให้ยายแสงยอมกินโดยดี
พอแสงหลับ อุรวศีลงมาเดินเล่น เห็นลูกหลานจางวางสมซ้อมดนตรี ซ้อมรำกันแข็งขันก็ยิ้มชื่นชมจางวางสมอยากให้ผ่องคอยอยู่รับใช้ อุรวศีรู้ว่าตารู้เรื่องกฎในวังฝ่ายในว่าเจ้านายผู้หญิงไม่ควรอยู่คนเดียว จางวางสมบ่นเสียดายที่วันนี้อนลไม่มาจะได้ให้เล่นจะเข้ถวาย ผ่องนึกได้
“ลูกพระยาคนนั้นน่ะรึพ่อ ฉันรู้มาว่าจะออกเรือนอยู่อีกไม่กี่วันนี้แล้ว อย่าว่าแต่มาเรียนจะเข้กับพ่อเลย ต่อไปจะมีเวลามาเรือนนี้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้”
อุรวศีตกใจเมื่อได้ยินว่าอนลกำลังจะแต่งงาน แม้ทำใจไว้แล้วว่าไม่อาจคิดอะไรต่อกัน แต่ก็อดเสียใจ ลึกๆไม่ได้
ooooooo
ในขณะที่บ้านพระยารัชปาลีมีการเตรียมงานกันคึกคัก จัดแจงเรื่องอาหารคาวหวาน ด้านมโหรีถึกก็บอกว่าได้ติดต่อคณะของจางวางสมไว้แล้ว นวมถามความเห็นอนลก็ได้แต่บอกว่าแล้วแต่แม่เห็นสมควร ท่าทางเขาไม่สนใจไยดีกับการแต่งงานนี้เลย
ตกค่ำอนลเอาแต่นั่งเขียนกลอนลงสมุดบันทึกของตัวเอง พรรณนาตอกย้ำความเสียใจของตัวเอง สุดท้ายก็ต้องพูดปลอบใจตัวเอง “เธอไม่ได้เกิดมาสำหรับเรา เราเองก็ไม่ได้เกิดมาสำหรับเธอ คนที่เหมาะสมกับเธอมีอยู่แล้ว อีกไม่นานก็คงจะลงเอยกัน”
ขณะเดียวกัน อุรวศีนั่งอ่านหนังสือท้าวแสนปมในห้องบรรทมที่วัง จิตใจเลื่อนลอยคิดถึงอนล พยายามดึงสติกลับมาแล้วเตือนตัวเอง “ฉันฉีกจดหมายเธอทิ้งไปตั้งนานแล้ว แต่ฉันกลับจำที่เธอเขียนได้ทุกถ้อยคำ ฉันเองก็ควรจะลืมมันใช่ไหม...อนล”...
เช้าตรู่ อนลเดินซังกะตายอยู่หน้าบ้าน เห็นอนึกกำลังจะออกไปทำงานไม่ใส่เครื่องแบบทหารกลับนุ่งโจงชุดราชปะแตน และมีชุดธรรมดาไว้เปลี่ยนจึงทักไปไหนแต่เช้า อนึกบอกมีงานที่กลาโหม เกื้อเดินเข้ามาทางด้านหลังถามกลับดึกอีกหรือ อนึกหน้าตึงที่โดนซักไซ้ อ้างว่าจะไปสโมสรต่อ เกื้อดักคออย่าทำอะไรที่จะนำความเดือดร้อนมาให้ตัวเอง อนึกหงุดหงิดผละเดินไปขึ้นรถ อนลแปลกใจวันนี้มีแต่คนตื่นเช้า ถึกกระซิบบอกว่าเกื้อเพิ่งกลับมายังอยู่ในชุดเมื่อวาน
อนลสงสัยเดินตามมาที่บ้านเกื้อ เห็นกำลังรินเหล้าดื่มด้วยหน้าตาเหยเก ยิ่งทำให้แปลกใจ เพราะเขาไม่ใช่คนดื่ม จึงถามว่าทุกข์ใจอะไร พูดกับตนได้รับรองไม่แพร่งพรายออกไป
เกื้อเครียดถอนใจ “ไม่ใช่ว่าอาไม่ไว้ใจนล แต่ที่อาไม่พูดเพราะหนึ่ง อาไม่อยากให้นลเดือดร้อนไปด้วย เรื่องพวกนี้รู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดี สอง อารู้ว่านลคิดไม่เหมือนอา พูดกันไปก็ไม่เข้าใจ” อนลท้วงแต่เล่าให้ทับฟัง เกื้ออธิบาย “อาคิดว่าคุณทับจะคิดเหมือนอา แต่จริงๆแล้วก็เหมือนกันบางจุด หลายจุดต่างกัน คุณทับถึงไม่เคยมาข้องเกี่ยวและไม่รู้อะไรเกินกว่าที่อาเล่าให้ฟัง”
อนลอยากรู้ว่าอนึกถลำลึกแค่ไหน ถามทับก็บอกว่าสักวันอาเกื้อจะเล่าให้ตนฟังเอง เกื้อพยักหน้ายิ้มๆที่ไม่มีใครเข้าใจตนเท่าทับ อนลจี้ถามทำไมเขาไม่กลับบ้านทั้งคืน เกื้อนิ่งไปครู่ก่อนจะตัดสินใจพูดว่า เรื่องของตนไม่มีอะไรต้องห่วง ถ้าจะช่วยก็ช่วยดึงอนึกกลับมาดีกว่า
“พ่อใหญ่กับพรรคพวก วางแผนจะเปลี่ยนสยามให้ปกครองแบบลิมิเต็ด มอร์นากี้”
อนลช็อกนั่นคือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด เกินกว่าที่ตนนึกไว้ คงอยู่เฉยไม่ได้ เรื่องนี้คอขาดบาดตายเกินกว่าจะรอ อนลรีบอาบน้ำแต่งตัวไปขอลางานจากพ่อหนึ่งวัน แต่พระยารัชปาลีไม่อนุญาตเพราะวันนี้มีประชุมกับท่านเจ้าคุณอธิบดี เขาเป็นคนจัดเตรียมเอกสารทั้งหมดก็ควรให้ท่านรับรู้ จะทำให้รุ่งเรืองทางราชการไม่ใช่ปิดทองหลังพระ อนลเครียดอยากไปหาอนึกมากกว่าแต่ไม่อาจเรียนให้พ่อทราบเรื่องราวได้
ตลอดทั้งวันอนลไม่มีแก่ใจทำงาน หน้าเครียดอยากไปหาอนึกที่กลาโหมแต่พอไปไม่ได้ก็คงต้องตามไปที่บ้านเจ้านายตามแผนที่ที่เกื้อเขียนให้
ooooooo
ในสวนของตำหนัก เสด็จอยากออกมาเดินตากแดดบ้าง ให้อุรวศีประคองเดิน สีหน้าท่านหญิงไม่สบายใจ เสด็จดักคออย่าบ่นตนเลย ตนไม่ได้ออกมาเดินเห็นเดือนเห็นตะวันนานแล้ว ท่านหญิงเกรงจะประชวรหนักขึ้นอีก เสด็จยิ้มอย่างปลงตก
“หนักกว่านี้ก็แค่ตาย ป้าอยู่มาจนเห็นหมดทุกอย่างแล้ว ไม่เสียดายหรอก ดูทำหน้าอ๊ะไม่พูดก็ไม่พูด” เสด็จยิ้มรู้ว่าอุรวศีไม่ชอบใจ จึงชวนให้นั่งเล่นด้วยกัน เสด็จทรงลูบหัวท่านหญิงอย่างเอ็นดู “ถ้าจะมีเรื่องเดียวที่ป้าเสียดายก็คือ ไม่สามารถทำให้หลานเป็นฝั่งเป็นฝาได้ ถึงจะยกสมบัติส่วนใหญ่ไว้ให้หลานดูแลตัวเอง แต่มันก็คงดีกว่าถ้ามีคนดูแลหลานอีกที”
อุรวศีก้มกราบบอกตนกลับคิดว่า ตนควรเป็นที่พึ่งแห่งตน ถึงมีใครให้พึ่งพิงก็ไม่มั่นคงเหมือนยืนอยู่บนขาของตัวเอง เสด็จนึกไม่ถึงว่าหลานจะคิดแบบนี้
“หญิงไม่ได้อวดดีนะเพคะ แต่หญิงคิดอย่างนั้นจริงๆ เราพึ่งพิงคนอื่นก็ต้องขึ้นอยู่กับใจเขา ว่ายังรักยังเมตตาเราหรือไม่ ถ้าเขาสิ้นรักเราแล้ว ชีวิตเราก็อยู่ต่อไปไม่ได้เพราะหมดที่พึ่ง แล้วมันจะมั่นคงเหมือนอยู่ด้วยตัวเองหรือเพคะ”
“มันก็ถูก แต่เราเป็นผู้หญิง รับราชการไม่ได้เหมือนผู้ชาย เงินทองก็มีเพียงค่าเช่าจากที่ดินทรัพย์สินเท่านั้น อย่างไรก็ไม่พอกพูนเหมือนมีผู้ชายดูแล”
อุรวศีเห็นว่าตนมีวิชาความรู้ที่ผู้ชายไม่มี อย่างเรื่องกับข้าวกับปลา หรืองานเย็บปักถักร้อย แม้ไม่เก่งกาจแต่ก็ใช้หากินได้ เสด็จถามไม่อายหรือต้องทำงานตากหน้าค้าขาย
“หญิงจะอับอายกว่าเพคะ ถ้าต้องงอมืองอเท้าไม่ทำงานการ เสด็จพ่อเคยสอนหญิงว่าเราควรอับอายที่ทำงานทุจริต ไม่ใช่อับอายที่ทำงานสุจริตเพคะ”
เสด็จอึ้งหลานรักช่างแกร่งกว่าที่คิดไว้มาก รู้สึกสบายใจขึ้น หมดห่วง...
เสร็จจากการประชุม อนลเลี่ยงจะออกจากกระทรวงไปหาอนึกที่กลาโหม เจอกับสุรคมเข้าอีก เขาหน้าเครียดชวนไปทานข้าวและจะคุยเรื่องอุรวศี จากนั้นจะไปไหนตนไปส่งให้ อนลเกรงสุรคมจะรู้เรื่องอนึก จึงจำต้องบอกว่าตนกลับไปคุยกับพี่ชายที่บ้านได้
ขณะเดียวกัน หม่อมเรี่ยมนำจดหมายของสุรคมมาให้อุรวศีในวัง ท่านหญิงเปิดอ่านข้อความขอให้รอข่าวจากเขา เขากำลังทำทุกอย่างเพื่อปลดเปลื้องตัวเองจากพันธะที่ไม่ได้สมัครใจ หากแก้ไขปัญหาได้เราทั้งสองจะได้ลงเอยครองคู่กันจนชั่วอายุขัย...อุรวศีอ่านจบเครียดขึ้นทันที หม่อมเรี่ยมหยิบห่อผ้าออกมาส่งให้ บอกว่าสุรคมฝากมา เมื่อท่านหญิงเปิดดูเห็นกำไลทองเนื้อดีราคาไม่น้อย หม่อมเรี่ยมถามคิดเห็นว่าอย่างไร ถึงตอนนี้ท่านชายยังไม่ได้ยกขันหมาก คงจะปักใจกับท่านหญิงมากกว่า จันโพล่งออกมาถ้าทำอย่างนั้นหม่อมต่วนไม่คลั่งหรืออย่างไร
“เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอาเอง ใครจะช่วยได้” หม่อมเรี่ยมแอบสะใจ
อุรวศีห่อกำไลส่งคืนให้หม่อมเรี่ยม “ท่านชายสุรคมทรงหมั้นหมายกับพี่หญิงเล็ก รู้กันทั่วถึงแล้ว ท่านจะเต็มพระทัยหรือไม่ก็เป็นเรื่องของท่าน หญิงไม่ได้รู้เห็นด้วยมาแต่แรกจึงไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้อง ขืนทำก็มีแต่จะเดือดร้อนเพิ่มกันทุกฝ่ายค่ะ ขอได้โปรดจงเห็นใจหญิงด้วย”
หม่อมเรี่ยมกลับเข้าใจว่าอุรวศีคงมีใจให้สุรคมแต่เกรงจะเสียหาย จึงเน้นย้ำว่าท่านชายไม่ได้เอออวยไปกับหม่อมแม่ ท่านหญิงกระอักกระอ่วนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรปล่อยเลยตามเลย
เมื่อหม่อมเรี่ยมกลับไป จันถามอุรวศีไม่ทรงชอบพอสุรคมบ้างหรือ ถ้าทรงรับรักก็เท่ากับได้ล้างแค้นหม่อมต่วน ท่านหญิงเอ็ดเบาๆ “เห็นฉันเป็นหญิงสิ้นคิดขนาดนั้นเลยหรือ คนเราถ้าต้องทำร้ายตัวเองเพื่อเอาชนะคนอื่น ไม่มีคำสรรเสริญหรอกนะ มีแต่คำประณามเท่านั้น”
จันจ๋อยลงตบปากตัวเองเป็นการลงโทษที่พูดไม่คิด ทันใดสร้อยวิ่งหน้าตื่นมาทูลว่าเสด็จไข้ขึ้นนอนไม่รู้สึกองค์ อุรวศีตกใจสั่งให้เอาน้ำใส่อ่างพร้อมผ้าสำหรับเช็ดองค์ แล้วรีบวิ่งเข้าไปที่ห้องเสด็จด้วยความเป็นห่วง
ooooooo
อนลทำงานในกระทรวงจนค่ำ พระยารัชปาลีให้คล้องกับถึกรอรับ แต่พออนลเสร็จงานออกมากลับให้ทั้งสองกลับบ้านไปก่อน อ้างต้องทำงานต่อ พอทั้งคู่กลับไป ก็หยิบแผนที่ที่เกื้อเขียนทางไปบ้านเจ้านายของอนึกขึ้นมาดู
รถสามล้อพาอนลมาถึงบ้านเจ้านายอนึก ประตูรั้วปิดมิดชิด เขาจึงตะโกนเรียกให้คนมาเปิด พออนึกเห็นก็ตกใจรีบดึงหลบมาคุย อนลโกหกว่าแม่ไม่สบายมาก อนึกบ่นแม่ป่วยก็น่าจะตามหมอมาตามตนทำไม อนลอ้างพ่อให้ตามพี่กลับบ้าน อาเกื้อบอกว่าพี่ไม่ได้ไปสโมสรแต่มาหาเพื่อน ตนเลยถามทางแล้วตามมา
อนึกโล่งอกที่เกื้อไม่ได้บอกอะไร จึงให้อนลรอตนจะไปขอเจ้านายกลับก่อน แต่พออนึกเดินขึ้นมาชั้นสอง มองออกไปทางหน้าต่าง เห็นทหารกลุ่มหนึ่งพร้อมปืนยาวติดดาบปลายปืนบุกเข้ามาก็ตกใจ รีบวิ่งหนีออกทางด้านหลังเอาตัวรอดลืมน้องชายและไม่คิดจะบอกพรรคพวกเลย
ทหารกรูเข้ามาจับทุกคนที่อยู่ภายในบ้านรวมทั้งอนล แม้เขาพยายามบอกว่าตนไม่เกี่ยวแต่ก็ถูกกระแทกด้วยปืนสลบลง...
ขณะเดียวกัน ในห้องนอนเสด็จ อุรวศีเฝ้าไข้ทั้งคืน ฝันไปว่าตนกำลังก้าวลงเรือของอนลที่จอดอยู่ พออนลสตาร์ตเครื่องทันใดก็มีลมพายุรุนแรงจนเรือโคลงไปมา เธอตกใจกลัว อนลเดินเข้ามาหาแต่เสียหลักพลัดตกจากเรือ เธอตกใจมากจะเข้าไปช่วยเขา กลับถูกลมกระโชกพลัดตกไปอีกคน เธอเห็นอนลพยายามว่ายมาหาแต่กลับลอยห่างออกไป จนกระทั่งจมหายไปต่อหน้า
อุรวศีสะดุ้งตกใจตื่น สร้อยซึ่งนั่งเฝ้าเสด็จอยู่เข้ามาถามทรงเป็นอะไร ท่านหญิงมองไปรอบห้องถอนใจโล่งอกบอกว่าตนแค่ฝันร้ายแล้วถามอาการเสด็จป้า สร้อยตอบว่าพระวรกายยังร้อนอยู่ ตนพยายามเช็ดพระวรกายให้ตลอดตามที่หมอสั่ง ท่านหญิงให้สร้อยไปพักบ้าง พอดีถึงเวรอทริกา เธอเปิดประตูเข้ามาเห็นอยู่กันพร้อมหน้าจึงพูดอย่างไม่คิดตามนิสัย
“อยู่กันครบเลยนี่ แหมแบบนี้ไม่ต้องให้ฉันมาก็ได้ ฉันจะได้นอนต่อ”
อุรวศีอ่อนใจพร้อมจะอยู่แทนให้ จันและสร้อยท้วงว่าท่านหญิงก็ยังไม่ได้พักน่าจะสรงน้ำสักนิด อุรวศีจึงขอให้อทริกาเฝ้าเสด็จป้าสักครู่ ตนจะรีบกลับมา...พอทุกคนออกไป อทริกาเข้ามาดูเสด็จใกล้ๆเห็นหลับสนิท ก็ยิ้มอย่างพอใจขอให้หลับตลอดตนจะได้ไม่ลำบาก ทันใดนั้นเองเสด็จหายใจแรงขึ้นเสียงดังฟืดฟาดเหมือนคนหายใจไม่ออก ท่านหญิงตกใจทำอะไรไม่ถูก ถอยกรูดออกมาร้องให้คนช่วย อุรวศี สร้อยและจันได้ยินรีบวิ่งกลับมา พอเห็นอาการเสด็จก็ตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นเพคะ”
“จะไปรู้หรือ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ จู่ๆก็ทรงเป็นขึ้นมาเอง”
“เสด็จป้าเหมือนจะทรงหายใจไม่ออก คุณสร้อยไปตามหมอนะคะ จันไปต้มยาตามที่หมอสั่ง” อุรวศีประคองเสด็จลุกนั่งพิงตนไว้
สร้อยกับจันรีบออกไปทำตามที่ท่านหญิงสั่ง
อทริกากลัววิ่งตามไปด้วย เสด็จหายใจดีขึ้น ลืมตามองเห็นอุรวศีก็ยิ้ม เอื้อมมือไปกุมมือหลานรัก พยายามพูด “ป้า...ป้าห่วงหญิงจะโดนคนรังแก ถ้าสิ้นป้าแล้ว อยู่ไม่ได้ก็หนีไป อย่ายึดติดไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตหญิงเอง”
อุรวศีรับคำ เสด็จท่าทางอ่อนแรงลงเรื่อยๆพยายามยกมือจะลูบหัวท่านหญิง แต่แล้วพระหัตถ์ตกศีรษะพับลงสิ้นพระชนม์ในอ้อมอกอุรวศี ท่านหญิงตกใจร้องไห้กอดร่างเสด็จใจสลาย
ooooooo
อนลโดนสาดน้ำฟื้นขึ้นมา พบว่าตัวเองถูกมัดมือไพล่หลังบนเก้าอี้ ทหารสามสี่นายยืนคุมเตรียมสอบสวน อนลคิดว่าสิ่งที่ตนพูดอาจทำร้ายอนึกกับเกื้อ จึงนิ่งไม่ตอบใดๆ ทหารนายหนึ่งขู่ว่ารู้จักพ่อของเขา ตระกูลเขาเป็นพระยาติดต่อกันสามรุ่น ควรแก่ความภาคภูมิใจ
“...แล้วคิดว่าเจ้าคุณพ่อคุณจะทนอัปยศจากการถูกตราหน้าว่าเป็นพ่อของคุณได้อยู่อีกรึ”
อนลขบกรามแน่นเมื่อถูกจี้ถึงวงศ์ตระกูล แต่ต้องอดทนเพื่อไม่ให้เดือดร้อนถึงพี่และอา ทางบ้านรัชปาลีทหารบุกเข้าไปขอค้นบ้านและแจ้งเหตุว่า บุตรชายคนเล็กของเจ้าคุณกระทำความผิดร้ายแรง คิดก่อการใหญ่ในแผ่นดิน นวมตกใจถึงกับเป็นลม พระยารัชปาลีเข้าประคองตัวเองก็ตกใจมากไม่คิดว่าลูกกล้าก่อการกบฏ
คล้องกับถึกวิ่งมาตามเกื้อ เขาตกใจมากกลายเป็นอนลโดนจับได้อย่างไร ถามหาอนึก สองผู้รับใช้บอกว่ายังไม่กลับ เกื้อรีบเดินกะเผลกมายังเรือนใหญ่ ถามพี่ชายว่าอนึกกลับมาหรือยัง ทันใด อนึกเดินเข้ามาในชุดนอน เกื้อจะเอ่ยถามทำไมอนลถึงถูกจับ แต่อนึกชิงพูดก่อน
“ผมกลับมาแต่หัวค่ำแล้วแต่คงไม่มีใครเห็น พอดีรถมันเสียน่ะครับ ผมก็เลยจอดทิ้งเอาไว้ แล้วจ้างรถลากมาส่ง”
นวมร้องไห้ขอให้ลูกช่วยน้องด้วย อนึกหลบตาเกื้อปลอบแม่ให้ใจเย็น เรื่องนี้เรื่องใหญ่พรุ่งนี้ไปคุยกับอนลว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร เกื้อได้ยินตกใจมากไม่คิดว่าอนึกจะโบ้ยความผิดให้น้องแบบนี้ อนึกทำเป็นช่วยจัดการหันไปคุยกับทหารถ้ามาค้นตามหน้าที่ก็เชิญ
ooooooo
อทริกามาบอกข่าวเสด็จป้าสิ้นพระชนม์ หม่อมต่วนและติโลตตมานิ่งเฉยมีเพียงอรุณวาสีที่ร้องไห้เสียใจ อทริกาเห็นว่าพวกเราเป็นญาติสนิทควรไปงานแต่หัววัน ติโลตตมาสวนทันทีตนไม่ไป สมบัติก็ได้น้อยกว่าลูกเมียบ่าว ทำไมต้องไปให้ลำบาก หม่อมต่วนตวาดแว้ด
“ทุกคนต้องไป งานสำคัญอย่างนี้ พระญาติมากันครบทุกพระองค์แน่ ถ้าเธอไม่ไปแม่จะตอบทุกพระองค์ว่ายังไง และเธอก็ต้องโดนตราหน้าว่าอกตัญญูด้วย จะเอาอย่างนั้นรึ”
ติโลตตมาไม่กล้าเถียงสะบัดหน้าหนี หม่อมต่วนยิ้มหยันรู้ว่าตอนนี้อุรวศีดูแลตำหนักอยู่ ปล่อยให้ดูแลเสียให้พอ สิ้นเสด็จแล้วก็ต้องระเห็จออกมา ดูซิใครจะปกป้องได้อีก...
ในขณะที่อุรวศีทำความสะอาดห้องเสด็จป้าเหมือนปกติ เพราะรู้ว่าท่านชอบความสะอาดมีระเบียบ ยิ่งเห็นรูปท่านน้ำตาก็รินไหลออกมาไม่หยุด จันคลานเข่าเข้ามาทูลว่าอธิป เมรา สุรคม หม่อมเรี่ยมและหม่อมเอื้อนมา จึงออกไปพบที่ห้องรับแขก
หม่อมเรี่ยมกับเมราปลอบใจอุรวศี ส่วนหม่อมเอื้อนตะขิดตะขวงใจแต่ก็แสดงความเสียใจแล้วเลียบเคียงถามถึงสมบัติที่ได้รับ อุรวศีหน้าตึงทันที หม่อมเรี่ยมกับเมราปรายตามองเคืองๆ สุรคมรู้สึกอายมากสะกิดปรามแม่แต่เธอยังไม่รู้สึกตัว ซักถามต่ออีก อุรวศีตัดบท
“หญิงไม่ทราบว่าเอาไปลือกันอย่างไร แต่สำหรับหญิง มากหรือน้อยไม่สำคัญหรอกค่ะ แค่เสด็จป้าทรงมีพระเมตตาให้ก็เป็นบุญหาที่สุดไม่ได้แล้ว”
“หญิงหลงก็ถ่อมตัว พี่รู้มาว่าได้ที่ดินที่นครปฐมเป็นพันไร่ และยังได้เครื่องเพชรส่วนพระองค์อีก แค่เครื่องเพชรประจำราชสกุลของหญิงเส้นเดียวก็ซื้อวังพี่ได้ทั้งวังแล้ว” อธิปเย้า
อุรวศีไม่พอใจที่อธิปทะลุกลางปล้องแบบนี้ ในขณะที่หม่อมเอื้อนตาลุกวาว เมราทนไม่ไหวขัดขึ้น “เสด็จป้าเพิ่งสิ้นพระชนม์ ไม่มีเรื่องอื่นจะคุยกันแล้วหรือถึงได้คุยกันแต่เรื่องพวกนี้”
อธิปหน้าตึงที่เมราขัดจังหวะ ส่วนหม่อมเอื้อนหน้าเสียที่โดนรุ่นหลานตำหนิ เมราหันไปบอกอุรวศีว่าตนกับแม่จะมาช่วยงานทุกวัน ไม่ต้องกลัวว่าจะทำคนเดียว อลัมพุษาก็จะมาเช่นกัน
อุรวศีใจชื้นขึ้น สุรคมเอ่ยว่าตนคงมาไม่ได้ทุกวันเพราะงานที่กระทรวงยุ่งนิดหน่อย อธิปสวนทันควันยุ่งนิดหน่อยอะไร เรื่องคอขาดบาดตายไม่เห็นต้องอ้อมค้อม อุรวศีแปลกใจมีเรื่องอะไร
“ท่านหญิงทรงจำคุณอนลบุตรชายพระยารัชปาลีได้ไหมคะ เขาเคยไปที่วังสองสามครั้ง ก่อนที่ท่านหญิงจะย้ายมาอยู่กับเสด็จพระองค์หญิง” หม่อมเรี่ยมเล่า อุรวศีพยายามเก็บอาการทั้งที่ใจอยากรู้มากว่าเกิดอะไรขึ้นกับอนล
“เมื่อคืนอนลถูกจับเพราะร่วมกับกลุ่มที่คิดก่อการใหญ่เพื่อจะกระทำการร้ายแรงในแผ่นดินค่ะ” สุรคมเล่าต่อทำให้อุรวศีตกใจสุดขีด แม้ไม่บอกตรงๆ ก็รู้ว่าข้อหาอะไร
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมราบอกอธิปว่าตนกับแม่คงต้องค้างที่วังจนกว่าจะเสร็จสิ้นงานพระศพ อธิปแอบยิ้มดีใจจะได้อยู่กับหม่อมเล็กๆ เมรารู้แก่ใจแต่ต้องทำเป็นไม่สน เมื่อทั้งสามเดินไป อธิปหันมาเตือนสุรคมเรื่องอนล จับได้คาหนังคาเขาอย่างนี้ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยอีกจะนำความเดือดร้อนมาให้ทั้งเขาและตน เพื่อนชั่วคนนี้ไม่พ้นโทษประหารแน่ สุรคมไม่พอใจเห็นว่ายังไม่มีการพิพากษาว่าอนลผิดจริง อธิปพูดใส่หน้า
“แล้วอย่าคิดว่าเจ้าคุณรัชปาลีจะช่วยได้ จับพลัดจับผลูจะโดนโทษไปด้วย จะบอกให้นะว่าท่านเจ้าคุณอธิบดีสุขภาพย่ำแย่มาหลายปีแล้ว อีกไม่นานคงต้องทูลลาออกจากราชการ คนที่จะขึ้นมาแทนคือเจ้าคุณรัชปาลี แต่เมื่อมีลูกชั่วอย่างนี้ก็หมดหวังแล้ว เท่ากับหมดประโยชน์ที่เราจะข้องแวะด้วย เข้าใจหรือยัง”
สุรคมไม่ชอบนิสัยแบบนี้ของพี่ชายเลย หม่อมเอื้อนเห็นสีหน้าลูกทั้งปลอบและย้ำว่าตนเห็นด้วยกับอธิป ใช่ว่าจะไม่สงสารอนล แต่ข้อหาเช่นนี้ไม่พ้นตาย อย่าเห็นแก่เพื่อนมากกว่าแม่
ooooooo
อนลได้รับการคุมตัวมาห้องสอบสวน เห็นพระยารัชปาลีอยู่กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็ให้สับสนว้าวุ่นใจ ทั้งกลัวทั้งเสียใจถามถึงแม่และอนึก พ่อพูดทำนองโกรธที่ทำให้แม่เสียใจและพี่ชายเสียชื่อเสียง อนลรู้ทันทีว่าอนึกไม่คิดช่วย ถ้าตนสารภาพก็จะทำให้เกื้อเดือดร้อนไปอีกคน
พระยารัชปาลีด่าว่าอนลเป็นลูกทรพีคิดก่อการร้าย ถ้าไม่สารภาพก็ไม่ต้องมานับเป็นพ่อลูกกันอีก อนลน้ำตาคลอนิ่งเงียบ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ส่งกระดาษคำถามสิบสามข้อให้เอาไปอ่านหากรักพ่อแม่รักหน้าตา วงศ์ตระกูล ก็ให้ตอบคำถามเหล่านี้ อนลไม่แม้แต่จะรับกระดาษมาดู ยิ่งทำให้พระยารัชปาลีโกรธจนแทบกระอักเลือดกระแทกเท้ากลับไป...น้ำตาอนลค่อยๆไหลริน
พอถึงบ้าน เกื้อแทบถลาเข้ามาถามพระยารัชปาลีถึงอนล ท่านเจ้าคุณโกรธแค้นใจสุดๆตวาดจะไปห่วงทำไม ตนจะถือว่าไม่มีลูกคนนี้อีก เกื้อเสียใจจะทำอย่างไรดีเพื่อช่วยอนลได้
พระยารัชปาลีอ่อนลงรู้ว่าน้องเป็นห่วงหลาน “ฉันเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดตามไปด้วย พรุ่งนี้ก็จะต้องตากหน้าไปให้เจ้าคุณปลัดทูลฉลองท่านสอบสวนเอาความว่ารู้เห็น เป็นใจกับไอ้ลูกระยำหรือไม่ เราทุกคนจะตายกันทั้งโคตร เพราะไอ้ลูกทรพีคนเดียว”
อนึกประคองนวมออกมาได้ยิน นวมพูดทั้งน้ำตา เป็นตายอย่างไรตนก็ไม่เชื่อว่าอนลจะทำเรื่องเลวทรามอย่างนั้น อนึกหน้าซีดกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เกื้อทนไม่ไหวโพล่งขึ้น
“เฉยอยู่ทำไมล่ะพ่อใหญ่ ตอนนี้มีพ่อคนเดียวที่ช่วยน้องได้ แค่พ่อใหญ่ยอมพูดเท่านั้น”
“จะให้ผมพูดกับท่านเจ้าคุณกลาโหมหรือครับ ผมพูดแน่ครับ ขอให้นลปลอดภัยเท่านั้น แต่เรื่องร้ายแรงเช่นนี้ผมก็ไม่กล้ารับปากนะครับว่าท่านเจ้าคุณจะช่วยได้” อนึกพูดโดยไม่สบตา
“พ่อใหญ่!” เกื้อผิดหวังสุดๆ อนึกทำทีเป็นห่วงอาให้กลับไปพักผ่อน ตนจะไปส่ง เกื้อขัดขืนไม่ให้มาประคอง แต่อนึกยื้อลากออกไปจนได้
เมื่อมาถึงบ้านเกื้อ อนึกปะเหลาะว่าตนก็เป็นห่วงอนลมากที่ต้องมารับเคราะห์แทน แต่จะช่วยบุ่มบ่ามไม่ได้ ไม่อย่างนั้นทั้งตนและอาต้องตายด้วย เกื้อไม่กลัวกล้าทำก็ต้องกล้ารับ อนึกตะล่อมซื้อเวลาไปเรื่อยว่ากำลังวางแผนช่วยน้องแต่บอกอาไม่ได้ เกื้อฟังอย่างระแวงไม่ไว้ใจ
เย็นวันนั้น อนลได้รับอาหารอย่างดีจากทหารชั้นผู้น้อย พร้อมคำพูดว่า “คุณขอรับรู้จักแม่จันหรือไม่ แม่จันวานกระผมให้มาบอกว่าเพื่อนของคุณฝากคำพูดแม่จันมาบอกอีกที...”
อนลฉุกคิดถึงอุรวศี ไม่คิดว่าเวลาแบบนี้ที่ทุกคนต่างกลัวเดือดร้อนไปด้วย แต่ท่านหญิงกลับมีน้ำใจฝากคำพูดมาถึงโดยไม่สนใจว่าตนเป็นคนผิดหรือถูก คำพูดของท่านหญิงคือ...ไม่ว่าจะถูกผิดอย่างไร ฉันก็ยังเหมือนเดิม...อนลปลาบปลื้มเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจน้ำตาริน ฝากทหารกลับไป “ฝากบอกแม่จันถึงเพื่อนฉันด้วย ว่าไม่ต้องส่งใครมาอีก ฉันไม่อยากเจอใคร”
เมื่อทหารกลับมาบอกจัน จันมอบเบี้ยอัฐเป็นสินน้ำใจแต่ทหารไม่รับบอกว่ามีญาติฝากตนทำแบบนี้ประจำ ตนเห็นใจทุกคน...จันรับคำของอนลมาทูลด้วยความสงสัยทำไมห่วงใยกัน
แม้จะแสดงออกว่าโกรธอนลมาก แต่ใจจริงพระยารัชปาลีแอบเสียใจคิดถึงอนลวัยเด็กที่น่ารักว่านอนสอนง่าย พูดอะไรก็ทำตาม แต่ทำไมถึงได้ทำให้พ่อแม่เสียใจได้ขนาดนี้ คล้องเข้ามาเห็นท่านเจ้าคุณปาดน้ำตา ก็แปลกใจไม่ทันถามก็โดนเอ็ด จึงเรียนว่าพระยาไกรและครอบครัวมา พระยารัชปาลีตกใจมัวเครียดเรื่องอนลจนลืมไปว่ามีงานแต่งงานของอนลกับดวงแขอีก
สถานการณ์ตึงเครียด พระยาไกรฟังท่านเจ้าคุณเล่าเรื่องและบอกว่ายังดีที่หลวงปิดเรื่องนี้ไว้ รู้กันแค่ข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ ดวงแขทะลุกลางปล้องว่าตนต่างหากที่ต้องอับอาย คนทั้งเมืองจะมองตนอย่างไร นวมหน้าเสียเอาน้ำเย็นเข้าลูบ ว่ายังไม่มีใครซัดทอดอนลคงแค่ติดร่างแหไปเท่านั้น ไม่นานคงได้ปล่อยตัว แต่ดวงแขพูดน้ำเสียงขุ่นมัวว่าข้อหาร้ายแรงอย่างนี้ มีหรือจะถูกปล่อย ยังมีหัวอยู่ก็บุญเท่าไหร่แล้ว คุณหญิงไกรเข้าข้างลูกสาวที่ต้องมาเป็นหม้ายขันหมาก แต่พระยาไกรยังเห็นแก่ความเป็นเพื่อน ปรามลูกสาวกับภรรยาให้ใจเย็น
พระยารัชปาลีกับนวมเครียดหนัก ขณะนั้นเองอนึกเดินเข้ามาเสนอตัว “ถ้ามีสิ่งใดที่ผมทำแทนอนลได้ ขอให้ทุกคนสั่งมาเถิดครับ ผมเต็มใจจะทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนพระคุณคุณพ่อคุณแม่ และคลี่คลายเรื่องคราวนี้ให้จบลงด้วยดี”
นวมมีความหวังขึ้นมาขอให้อนึกแต่งงานแทนอนล อนึกกุมมือแม่ยินยอมทำทุกอย่างให้พ่อแม่สบายใจขึ้น คุณหญิงไกรคิดทบทวน ว่าอย่างไรเสียก็ยังอยู่ในวงศ์สกุลเดิม สมบัติก็ได้เท่าเดิมหรืออาจจะได้มากกว่าเพราะเป็นลูกคนโต พระยาไกรไม่มีปัญหาใดๆ คุณหญิงไกรจึงบอกว่าให้ใช้ฤกษ์ยามเดิม ลูกสาวตนจะได้ไม่เสียหน้า ดวงแขคิดเหมือนแม่อนึกเป็นตัวเลือกที่ดี
“ขอบใจมากพ่อใหญ่ ถึงนลมันจะนอกคอกไปทำเรื่องอุบาทว์ชาติชั่ว แต่พ่อก็ยังโชคดีที่มีผู้สืบวงศ์ตระกูลอย่างลูก” พระยารัชปาลีกอดลูก อนึกเครียดถ้าพ่อรู้ ความจริงจะโดนขนาดไหน
อนึกจัดแจงให้บ่าวจัดที่พักให้พระยาไกรกับคุณหญิงห้องหนึ่งและดวงแขอีกห้องหนึ่ง คุณหญิงไกรชื่นชมความมีน้ำใจของเขา อนึกปากหวานเอาใจว่ายังไม่ได้เศษเสี้ยวที่เธอเมตตาตน ดวงแขยืนเก้กังรอให้อนึกไปส่งที่ห้อง เขาจึงมีโอกาสพูดคำหวานกับเธอ ทำให้เธอเคลิ้มปลื้มปริ่มไม่เคยได้ยินคำเหล่านี้จากปากอนลมาก่อนเลย พินิจดูอนึกก็รูปหล่อ การงานดีมีชาติตระกูล
ด้านอนึกแอบนึกถึงคำแนะนำจากรุ่นพี่ทหารซึ่งเป็นมหาดเล็กของสมเด็จเจ้าฟ้า ว่าการที่อนลโดนจับข้อหานี้กระทบต่อหน้าที่การงานของอนึก ถ้าอยากก้าวหน้าต้องย้ายไปอยู่หัวเมือง โอกาสก้าวหน้ามีมากกว่าอยู่พระนคร โดยหาผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าเมืองตามหัวเมืองช่วยเรื่องย้าย...ช่างประจวบเหมาะถ้าได้แต่งงานกับดวงแข
ooooooo










