ผู้หญิงในซาอุดีอาระเบีย ก้าวหน้ากว่าผู้หญิงมุสลิมชาติอื่น เพิ่งได้รับอนุญาตให้ขับรถยนต์แต่สิทธิเสรีภาพโดยทั่วไป ก็ยังอยู่ใต้อาณัติผู้ชาย...ตัวอย่างล่าสาวซาอุที่หนีมาสนามบินสุวรรณภูมิของไทย และเพิ่งได้สิทธิเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในแคนาดาในสังคมดั้งเดิมของคนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิ ในอุษาคเนย์ หญิงมีอำนาจสูงกว่าชายคำคล้องจองของเก่าแก่ของไทย หญิงเป็นนาย ชายเป็นบ่าว พูดติดปากกันมา แต่ครั้งไหน ไม่มีใครบอกได้(เซ็กซ์ดึกดำบรรพ์ ของบรรพชนไทย สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก มิ.ย.2560)นี่คือรากเหง้า การเรียกหญิงชายในพิธีแต่งงานว่า เจ้าบ่าว–เจ้าสาวภาษาลื้อ สิบสองพันนา “เฮาแฮงโด๋ ต่างควายนา” ถอดเป็นคำไทยว่า “เอาแรงตัว ต่างควาย” เป็นคำพังเพย อธิบายว่า ประเพณีลื้อ เมื่อหญิงชายจะแต่งงานเป็นผัวเมียกัน ชายต้องไปทำงานรับใช้พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่อยู่บ้านฝ่ายหญิง ทำงานเหมือนเป็นควายให้ฝ่ายหญิงชาวขมุ ถือว่าบ้านไหนมีลูกสาว บ้านนั้นมั่งคั่งร่ำรวย เพราะต่อไปจะมีบ่าว คือชายมารับใช้ทำงานทำไร่ไถนาเพื่อเป็นเขยเมื่อชายเป็นบ่าวรับใช้บ้านหญิง หวังจะแต่งงานเป็นผัวเมียต่อไปข้างหน้า ก็ต้องยอมเป็นบ่าวรับใช้ไปจนกว่าเครือญาติฝ่ายหญิงจะยอมรับ ต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ หรือหลายปี บางคนถึง 5 ปี 10 ปีระหว่างเวลานี้ สังคมยุคนั้นยอมให้ “อยู่ก่อนแต่ง” ได้ มีลูกก็ได้นาง...แปลว่า หัวหน้า ผู้หญิงเป็นใหญ่ ใช้กับเพศหญิง (มีความหมายอย่างเดียวกับนาย ที่ใช้กับเพศชาย)สาว หมายถึง วัยรุ่นหญิง หนุ่ม หมายถึง วัยรุ่นชายเจ้าสาว หมายถึง หญิงที่เข้าพิธีแต่งงาน เจ้าบ่าว หมายถึงชาย ที่เข้าพิธีแต่งงานแต่ไม่เรียก “เจ้าหนุ่ม” ต้องเรียกเจ้าบ่าว เพราะทำงานรับใช้เป็นขี้ข้าในบ้านเจ้าสาวในพิธีส่งเข้าหอ เจ้าบ่าวต้องเดินเกาะหลังเจ้าสาว ที่เดินนำหน้า พิธีนี้มีบันทึกไว้ในพงศาวดารกัมพูชาแต่งงานแล้ว ก็ต้องเป็นเขยอยู่บ้านเจ้าสาวต่อไป เพราะเจ้าสาวเป็นผู้รับมรดกบ้านที่ดิน สืบสายตระกูลสุจิตต์ วงษ์เทศ มีหลักฐานยืนยันย้ำ ความเป็นใหญ่ของหญิงคือแม่ จากรอยมือสีแดง ที่ประทับบนหน้าผาหรือผนังถ้ำในพิธีกรรมทางศาสนาผี ที่พบทั่วไปในดินแดนอุษาคเนย์ มีอายุราว 2,500 ปีรอยมือสีแดงของหญิง แสดงงานในอำนาจของหญิง ตั้งแต่การดำนา เก็บเกี่ยว ปลูกผัก เตรียมอาหาร ทอผ้า เครื่องปั้นดินเผา ค้าขายส่วนความเป็นใหญ่ของพ่อ แสดงด้วยมือดำตามผนังถ้ำหรือหน้าผา เมื่อราวๆ 2,500 ปีไล่เลี่ยกัน มือชายดำเพราะตรากตรำถลุงเหล็ก ตีเหล็กกับไฟร้อนขึ้นรูปเป็นผาลไถนาฝ่ายพ่อมีพลังจับจอม เสียม และคันไถ ทำการผลิตได้อุดมสมบูรณ์มากกว่า ก่อนยุคถลุงโลหะ ความเป็นใหญ่ของฝ่ายแม่ก็สั่นคลอนและลดลง เริ่มเข้ายุคชายเป็นใหญ่ช่วงเวลานี้ล่ะกระมัง...ที่ชายปลดแอกจากความเป็นบ่าว ขึ้นสู่ความเป็นไท และเป็นใหญ่กว่าหญิงหญิงกับชายผลัดกันเป็นใหญ่ จนถึงยุคปัจจุบัน...ที่มีความพยายามให้ชายกับหญิงเท่าเทียมกันสมัยนี้ ว่ากันว่า ใครจะเป็นใหญ่นั้น อยู่ที่มีความสามารถ มีคนยกมือให้มากกว่า...ชายนั้นแม้เป็นผู้นำมากกว่า แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด ถ้าหญิงจะขึ้นเป็นผู้นำบ้างเขียนถึงตอนนี้ ผมนึกถึงหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา คุณกัญจนา ศิลปอาชา ครับ...ผู้หญิงคนนี้พูดน้อย แต่พูดออกมาคำไหน ฟังได้ทันทีว่าเป็นคำนั้น...แปลก คุณสมบัติข้อนี้ นักการเมืองไทยไม่ว่าชายไม่ว่าหญิง ไม่ค่อยมี.กิเลน ประลองเชิง