สุดยื้อ "จิ๋วไทรโยค" ลูกช้างป่าพลัดหลง จากไปอย่างสงบด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน ทีมสัตวแพทย์เตรียมผ่าชันสูตรซาก เพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียด


เฟซบุ๊ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์ข้อความโดยระบุว่า "จิ๋วไทรโยค" ลูกช้างป่าพลัดหลงที่ได้รับการดูแลที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค ได้ล้มลงอย่างสงบแล้วเมื่อช่วงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ท่ามกลางความเสียใจของทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

สำหรับลูกช้างป่า "จิ๋วไทรโยค" เป็นลูกช้างป่าพลัดหลงที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน พบลูกช้างป่าอยู่บริเวณชายน้ำห้วยแม่น้ำน้อย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่และชาวบ้านจึงดำเนินการเข้าช่วยเหลือด้วยเรือเนื่องจากเป็นพื้นที่เข้าถึงยาก ลูกช้างมีสภาพอิดโรยและไม่พบโขลงช้างบริเวณนั้น คาดถูกทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน เจ้าหน้าที่จึงได้นอนเฝ้าเพื่อสังเกตพฤติกรรม และรอโขลงช้างมารับ ตลอดทั้งคืนลูกช้างป่าส่งเสียงร้องเรียกหาแม่ช้างเป็นช่วงๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากโขลง

ต่อมา วันที่ 31 กรกฎาคม ทีมสัตวแพทย์ สบอ.3 (บ้านโป่ง) และ สัตวแพทย์ สบอ.3 สาขาเพชรบุรี ได้เข้าพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ลูกช้างป่า โดยเส้นทางการเข้าไปตรวจสอบต้องนั่งเรือเข้าไปยังจุดพบลูกช้างป่าใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ประกอบกับในพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก 

ทีมสัตวแพทย์ฯ ได้ประเมินอาการลูกช้างเบื้องต้นพบมีสภาพอิดโรยมีแผลถลอกพุพอง และหลุมแผลหลายจุดในช่องปาก มีแผลคล้ายร้อนใน ขาดน้ำอย่างรุนแรง มีแผลที่สะดือ งวงมีแผลพุพองและมีเศษเนื้อตาย ไม่มีหนอง ไม่มีไข่แมลงวัน ปากเป็นแผลร้อนในขนาดเท่าเหรียญ 10 กินนมได้น้อย มีแมลงตอมที่บริเวณตา ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มปนแดง อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือขาดน้ำ ถ่ายเหลวมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว สุขภาพอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายมายังที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยคและอยู่ในความดูแลของสัตวแพทย์พร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรโยคอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง  

โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา สัตวแพทย์ได้ให้การรักษาด้วยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และให้ดมออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการดูแลรักษา ลูกช้างป่ายังคงมีความพยายามต่อสู้ โดยยังสามารถกินนมได้ตามปกติทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ปริมาณครั้งละ 350 - 500 มิลลิลิตร แม้ในบางช่วงจะมีอาการอ่อนแรงสลับกับความพยายามลุกยืน แต่ยังมีอาการถ่ายเหลว และมีปัสสาวะสีเข้ม จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 02.00 น. ลูกช้างป่าได้นอนหลับและจากไปอย่างสงบ ทีมสัตวแพทย์ได้เร่งทำการกู้ชีพอย่างเต็มที่ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้

เบื้องต้นสัตวแพทย์สันนิษฐานว่า สาเหตุน่าจะมาจากสภาวะไตวายเฉียบพลัน โดยอ้างอิงจากผลการตรวจเลือดจากห้องแล็ป ประกอบกับอาจมีภาวะความผิดปกติของอวัยวะภายในมาแต่กำเนิด ทั้งนี้ ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินการผ่าชันสูตรซาก พร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียดต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขอส่งกำลังใจให้ทีมสัตวแพทย์และทีมงานช่วยเหลือทุกคน ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลรักษาลูกช้างป่าพลัดหลง "จิ๋วไทรโยค" อย่างดีที่สุดจนถึงนาทีสุดท้าย.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช