สส.ชลบุรี ปชน. “นฤมาศ” แฉลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมลามถึงบ้านบึง-ชลบุรี ใกล้กับอ่างเก็บน้ำหนองน้ำเขียว จี้ตรวจลึกชั้นน้ำใต้ดิน หวั่นกระทบแหล่งน้ำดิบประปา ซัดอย่าให้ประชาชนเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนของการพัฒนา


วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 นางสาวนฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมว่า ขณะนี้วิกฤตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีเท่านั้น แต่ยังคงเกิดขึ้นซ้ำซากในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างจังหวัดชลบุรีและระยองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเกิดขึ้นที่หมู่ 2 บ้านหนองน้ำเขียว ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งพบว่ามีการนำวัสดุและของเสียจากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาลักลอบถมในที่ดินเอกชนขนาดเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นบ่อดินเก่า จนส่งกลิ่นเหม็นฉุนคล้ายสารเคมีกระจายไปทั่วบริเวณ สร้างความเดือดร้อนรำคาญและก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ว่าสารเคมีและวัสดุเหล่านี้จะชะล้างปนเปื้อนลงสู่ชั้นดินและแหล่งน้ำสาธารณะหรือไม่


นางสาวนฤมาศกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมานายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองกิ่วได้ทำหนังสือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างวัสดุส่งตรวจ และต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 (ชลบุรี) ได้เข้าตรวจสอบซ้ำและเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของโลหะหนัก ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าวัสดุดังกล่าวมีต้นทางขนส่งมาจากโรงงานแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอศรีราชา แม้จะได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำการเปรียบเทียบปรับรถบรรทุกที่ขนส่งของเสียดังกล่าวไปแล้วในเบื้องต้น แต่ตนขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเรื่องนี้จะจบลงเพียงแค่การเสียค่าปรับไม่ได้เด็ดขาด เพราะกากสารเคมีที่ถูกนำมาถมทิ้งไว้กลางชุมชนยังคงอยู่ และประชาชนยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากภาครัฐเลยว่าจะมีการฟื้นฟู ขุดย้าย และกำจัดวัสดุอันตรายเหล่านี้ออกไปจากพื้นที่อย่างไร


นางสาวนฤมาศเน้นย้ำว่า ไม่ว่าวัสดุดังกล่าวจะถูกจัดชั้นเป็นกากอุตสาหกรรมอันตรายหรือไม่เป็นอันตราย ก็ไม่มีผู้ใดมีสิทธินำมาทิ้งหรือถมในที่ดินตามอำเภอใจ ของเสียจากโรงงานทุกประเภทต้องได้รับการบำบัดและกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายโรงงานและกฎหมายสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่นำมาทิ้งในพื้นที่เอกชนกลางชุมชน แล้วผลักภาระความเสี่ยงด้านสุขภาพให้ประชาชนต้องรับกรรม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ จุดที่มีการถมวัสดุตั้งอยู่ติดกับสระน้ำ และอยู่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำหนองน้ำเขียว ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตน้ำประปาสำหรับอุปโภคบริโภคของชุมชน หากสารเคมีหรือโลหะหนักถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำผิวดิน หรือซึมลึกลงสู่ชั้นน้ำใต้ดิน จะส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนในวงกว้างอย่างไม่อาจประเมินค่าได้


จึงข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะให้ตรวจสอบ 3 ด้านสำคัญ คือ 1. ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงลึก โดยต้องไม่หยุดอยู่แค่การตรวจตัวอย่างกากวัสดุ แต่ต้องขยายผลไปสู่การตรวจคุณภาพน้ำในสระ อ่างเก็บน้ำหนองน้ำเขียว และระบบน้ำใต้ดินรอบพื้นที่ โดยเร่งประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเข้ามาประเมินความเสี่ยงต่อบ่อน้ำบาดาลที่ประชาชนใช้อุปโภคบริโภค พร้อมทั้งขุดสำรวจเพื่อตรวจสอบปริมาณ ความลึก และชนิดของสารเคมีที่ถูกนำมาฝังกลบทั้งหมด


2. เอาผิดตลอดห่วงโซ่จนถึงต้นทาง โดยต้องสอบสวนย้อนกลับไปยังโรงงานอุตสาหกรรมต้นทางใน อ.ศรีราชา ว่ามีการขออนุญาตนำกากของเสียออกนอกโรงงานอย่างถูกต้องหรือไม่ ใครเป็นผู้รับจ้างขนส่ง ใครเป็นผู้รับดำเนินการกำจัดปลายทาง และเหตุใดจึงหลุดรอดมาทิ้งในพื้นที่เอกชนแห่งนี้ได้ รวมถึงต้องตรวจสอบบทบาทของเจ้าของที่ดินและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะการปรับรถบรรทุกเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบของโรงงานต้นทางสิ้นสุดลง


3. ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันนโยบายขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออก ตนเห็นว่ารัฐบาลต้องหันกลับมาแก้ไขปัญหาและอุดช่องโหว่ในพื้นที่อุตสาหกรรมเดิมให้มีประสิทธิภาพก่อน เพราะหากระบบการกำกับดูแลกากอุตสาหกรรมเดิมยังล้มเหลว การขยายพื้นที่อุตสาหกรรมย่อมไม่ต่างอะไรกับการขยายปัญหาและกระจายมลพิษไปสู่ชุมชนอื่นๆ เพิ่มขึ้น


นางสาวนฤมาศกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนจะติดตามผลการตรวจสอบตัวอย่างดิน คุณภาพน้ำผิวดิน และน้ำบาดาลอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการขนย้ายของเสียออกจากชุมชนและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพราะพี่น้องประชาชนไม่ควรต้องถูกบีบให้เลือกระหว่างการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมกับการมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย


“การพัฒนาที่ดีต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนของการพัฒนาอยู่เสมอ” นางสาวนฤมาศกล่าว