“ไอติม พริษฐ์” ชี้ คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์เปิดทาง “ประชาชนทุกคน” เป็นผู้เสียหายคดีโกง สว. และฟ้องตรงต่อศาลได้ ย้ำคดีนี้ไม่จบง่ายแน่ๆ สำหรับ “กกต.-นักการเมืองสีน้ำเงิน”
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าการเอาผิดผู้ที่ร่วมอยู่ในขบวนการโกง สว. ว่า หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างมากมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียงแค่ 77 คน เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ตนได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า คดีโกง สว. จะจบลงเพียงแค่นั้นไม่ได้ เพราะมติดังกล่าวขัดต่อทั้งหลักการ หลักกฎหมาย และพยานหลักฐาน อีกทั้งยังเป็นมติที่จงใจมองไม่เห็นช้างทั้ง 3 ตัว ได้แก่ ความเป็นขบวนการจัดตั้งขนาดใหญ่, ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย และ บรรทัดฐานและมาตรฐานที่ กกต. เคยใช้ดำเนินการในอดีต
นายพริษฐ์ ระบุต่อไปว่า คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ในวันนี้ ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าคดีโกง สว. จะไม่จบลงง่ายๆ สำหรับบุคคลอีก 2 กลุ่ม นอกเหนือจากกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 77 คนแรกที่ กกต. มีมติสั่งฟ้อง ได้แก่
กลุ่มที่ 1 คือ “กกต.สีน้ำเงิน” ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าการดำเนินคดีเอาผิดกับ กกต. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จะถูกจำกัดให้ต้องดำเนินการผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น ซึ่งนำมาสู่ความกังวลว่า ในเมื่อทั้ง ป.ป.ช. และ กกต. ต่างมีที่มาจากการเห็นชอบของ สว. สีน้ำเงินชุดเดียวกัน ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบ กกต. อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่
อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ล่าสุด ไม่เพียงแต่รับรองสิทธิของผู้เสียหายในการยื่นฟ้อง กกต. ตรงไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ศาลได้ให้นิยามคำว่า “ผู้เสียหาย” จากการโกง สว. ว่าครอบคลุมถึงประชาชนคนไทยทุกคนที่ถูกพรากอำนาจอธิปไตยไป ซึ่งหมายความว่าจากเดิมที่คาดกันว่าผู้ที่จะมีสิทธิฟ้อง กกต. ต่อศาลโดยตรงได้ มีเพียง สว.สำรอง หรือผู้สมัคร สว.เท่านั้น แต่ในปัจจุบันประชาชนทั่วไปทุกคนก็มีสถานะเป็นผู้เสียหายและสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับ กกต. ได้ด้วยตนเอง
ดังนั้น ทันทีที่ กกต. เปิดเผยคำวินิจฉัยฉบับเต็มเกี่ยวกับมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนอย่างเป็นทางการ ซึ่งตามกรอบกฎหมายจะต้องเผยแพร่ภายใน 60 วัน หรือภายในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ พฤติการณ์การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. ก็จะปรากฏต่อสาธารณะอย่างชัดเจน และคำวินิจฉัยฉบับนี้จะเป็นเอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญที่ประชาชนสามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ต่อไป
กลุ่มที่ 2 “นักการเมืองสีน้ำเงินที่อยู่เบื้องหลัง” นายพริษฐ์ ระบุว่า เมื่อ กกต. ยื่นคำร้องสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คนไปยังศาลฎีกา ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่จัดทำคำวินิจฉัยเสร็จ (หรือภายในวันที่ 12 มกราคม 2570) ศาลฎีกาจะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ในการสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ซึ่งหากกระบวนการไต่สวนของศาลปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีผู้กระทำความผิดคนอื่นร่วมขบวนการด้วย เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งระดับนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, สส. หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง กกต. ย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นความปรากฏ และต้องมีมติสั่งฟ้องกลุ่มบุคคลระดับแกนนำดังกล่าวเพิ่มเติมไปยังศาลฎีกา
ในตอนท้าย นายพริษฐ์ ย้ำด้วยว่า หากในห้วงเวลานั้น กกต. กำลังเผชิญหน้ากับการถูกประชาชนฟ้องร้องต่อศาลคดีทุจริตฯ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กกต. ก็คงต้องคิดให้รอบคอบและหนักหน่วง หากจะกระทำการใดๆ ที่เป็นการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซ้ำสองเพื่อตัดตอนคดี “อาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งนี้ จะต้องไม่ถูกตัดตอนให้เหลือการเอาผิดแค่ 77 คน”