“อนุทิน” เคลียร์ปมน้ำเงินกินรวบ ยันไม่สามารถคุม สว. สั่งการฝ่ายนิติบัญญัติได้ ชี้ 3 อำนาจแยกกันชัด พร้อมรับอภิปรายไม่ไว้วางใจ ลั่นเสียงข้างมากช่วยไม่ได้ มีแต่ผลงาน-ข้อเท็จจริงที่เซฟรัฐบาล


วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงกระแสวิจารณ์ทางการเมืองเรื่องน้ำเงินกินรวบ ว่า เป็นวาทกรรมที่ถูกหยิบมาใช้โจมตีรัฐบาล ยืนยันว่าไม่สามารถควบคุมสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติได้

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า สว. เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร ทั้ง 2 ฝ่ายมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญแยกจากกัน รัฐบาลไม่มีอำนาจไปสั่งให้ สว. สนับสนุนกฎหมาย บุคคล หรือการตัดสินใจใดตามความต้องการของฝ่ายบริหาร พร้อมตั้งคำถามกลับว่า หากรัฐบาลควบคุม สว. ได้จริง เหตุใดจึงยังมี สว. หลายคนออกมาวิจารณ์รัฐบาล รวมถึงวิจารณ์ประธานวุฒิสภา พร้อมย้ำว่าการรู้จักบุคคลทางการเมืองจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าสามารถสั่งการหรือกำหนดจุดยืนของบุคคลเหล่านั้นได้

“รัฐบาลผมมอง สว. ก็คือเป็นอำนาจหนึ่งของอธิปไตย แล้วก็อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ที่จะมากำหนดทิศทาง หรือผมจะไปบอก สว. ว่า ช่วยออกกฎหมายนี้ กฎหมายนั้น ช่วยสนับสนุนคนนั้นคนนี้ ผมยังไม่เคยเห็นว่าผมทำได้แม้แต่ครั้งเดียว”

นายกรัฐมนตรี เผยอีกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฝ่ายรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ เพราะรัฐบาลต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาฯ ในการผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ ขณะที่ตนพูดคุยกับ สส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และพร้อมรับข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยไม่ดูว่าใครเป็นผู้เสนอ

พร้อมยกตัวอย่างกรณี สส.พรรคประชาชน เสนอให้เปลี่ยนเสื้อกั๊กวินรถจักรยานยนต์ในจังหวัดชลบุรีกลับเป็นสีส้ม เนื่องจากสะท้อนแสงและปลอดภัยกว่าสีน้ำเงิน โดยเมื่อได้รับข้อมูลก็สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขทันที พร้อมย้ำว่าเรื่องความปลอดภัยไม่ควรถูกนำไปผูกกับสีทางการเมือง นอกจากนี้ ยังยกกรณีข้อเสนอจาก สส.พรรคประชาชน เรื่องการผลักดันสนุกเกอร์และบิลเลียดให้ได้รับการยอมรับในฐานะกีฬา ลดข้อจำกัดที่ผูกอยู่กับกฎหมายการพนัน ซึ่งรัฐบาลพร้อมพิจารณาสนับสนุน หากเนื้อหากฎหมายครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานักกีฬาไทย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังระบุถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า รัฐบาลพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ และไม่ได้เป็นฝ่ายดึงเวลา โดยก่อนหน้านี้ได้จัดตารางให้รัฐมนตรีทุกคนเว้นภารกิจระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคม 2569 เพื่ออยู่รับการอภิปราย แต่การกำหนดวันยังติดปัญหาการหารือเรื่องเวลาระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ทั้งนี้ การอภิปรายควรให้ความสำคัญกับสาระ หลักฐาน และข้อเท็จจริง มากกว่าการช่วงชิงเวลา หากมีหลักฐานว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีกระทำผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศจริง ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ต้องนำข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้มาแสดงต่อประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า รัฐมนตรีทุกคนต้องพร้อมชี้แจง ไม่ใช่เฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกระบุชื่อในญัตติ เพราะหากมีการพาดพิงถึงงานในความรับผิดชอบ ก็มีหน้าที่ต้องตอบคำถามต่อสภาฯ และการชี้แจงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับฟัง แต่เป็นการตอบต่อประชาชนทั้งประเทศ

“ผมไม่เคยเชื่อว่าเสียงข้างมากจะช่วยอะไรรัฐบาลได้ ผมได้แจ้งรัฐมนตรีทุกคนให้รับทราบว่า ข้อเท็จจริงแล้วก็ผลงานของพวกท่านเท่านั้นแหละ ที่จะเซฟตัวพวกท่านได้ เซฟรัฐบาลได้” 

พร้อมย้ำว่าการอภิปรายควรอยู่บนหลักฐาน เหตุผล และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ใช้เวทีสภาฯ เป็นพื้นที่ระบายความโกรธหรือความขัดแย้งทางการเมือง นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า การตรวจสอบและถ่วงดุลเป็นเรื่องที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือชี้แจงให้ชัด ทำงานให้มีผลงาน และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าใครมีเหตุผลมากกว่ากันในสนามการเมือง