“ณัฐพงษ์” ร่วมชงร่างแก้ ป.อาญา กักขังแทนค่าปรับ ชี้ทำแล้วต้องให้สุด เอาโทษกักขังออกจากระบบยุติธรรม แนะศึกษาระบบปรับตามรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำคนรวย-คนจน
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ในส่วนของการปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับ ซึ่งพรรคประชาชนเป็นหนึ่งในผู้นำเสนอพร้อมร่างของคณะรัฐมนตรีและพรรคการเมืองอื่นๆ โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมอภิปรายถึงหลักการของร่างพรรคประชาชน และความแตกต่างสำคัญจากร่างฉบับอื่นๆ
นายณัฐพงษ์ระบุว่า กระบวนการยุติธรรมไทยยังเผชิญปัญหาสำคัญ ทั้งเรื่องนักโทษล้นเรือนจำและปัญหาคุกมีไว้ขังคนจน แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงในการแก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ แต่ทั้งสองประเด็นสะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูประบบยุติธรรมให้ครอบคลุมและแก้ไขปัญหาอย่างถึงที่สุด
จากข้อมูลช่วงปลายปี 2568 เรือนจำทั่วประเทศมีความสามารถรองรับผู้ต้องขังได้ประมาณ 240,000 กว่าคน แต่มีผู้ต้องขังจริงมากกว่า 300,000 คน หรือเกินความจุประมาณ 21% สะท้อนว่าประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานักโทษล้นเรือนจำได้อย่างสมบูรณ์
ที่ผ่านมาประเทศไทยพยายามแก้ปัญหาการใช้โทษอาญามากเกินความจำเป็นผ่านการตรา พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ซึ่งตนเคยร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายดังกล่าวด้วย แต่การกำหนดหลักเกณฑ์เปลี่ยนโทษปรับทางอาญาเป็นโทษปรับทางพินัยยังมีข้อจำกัด เนื่องจากใช้เกณฑ์ว่าเป็นความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือไม่ ทำให้ความผิดลหุโทษบางประเภทที่ยังมีโทษจำคุกหรือกักขังประกอบอยู่ ไม่ถูกเปลี่ยนเป็นโทษปรับทางพินัย
ขณะที่ความผิดบางประเภทซึ่งมีค่าปรับสูง แต่กำหนดโทษปรับสถานเดียว กลับถูกนำเข้าสู่ระบบดังกล่าว แม้จะมีความพยายามแก้ไขบัญชีแนบท้ายกฎหมายบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด จึงเป็นบทเรียนว่าการแก้ไขกฎหมายโดยไม่พิจารณารายละเอียดให้รอบด้านอาจทำให้ปัญหาเดิมยังคงอยู่
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่าสำหรับปัญหา “คุกมีไว้ขังคนจน” มีอย่างน้อย 2 ช่องทางที่ทำให้ผู้มีฐานะยากจนต้องเข้าสู่เรือนจำเพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ช่องทางแรกคือ การไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี เนื่องจากไม่มีเงินหรือหลักทรัพย์สำหรับประกันตัว ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด และต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนช่องทางที่สองคือ กรณีศาลพิพากษาลงโทษปรับแล้ว แต่ผู้กระทำความผิดไม่มีเงินชำระค่าปรับ จึงต้องถูกกักขังแทน ซึ่งเป็นปัญหาที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องการแก้ไข
ดังนั้น หากร่างกฎหมายผ่านเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ควรพิจารณายกเลิกโทษกักขังแทนค่าปรับออกไปอย่างเด็ดขาด และใช้มาตรการทำงานบริการสาธารณประโยชน์ทดแทน เพราะหากยังคงโทษกักขังไว้ในกฎหมาย แม้จะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์บางส่วน ก็อาจทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ อย่างในร่างที่คณะรัฐมนตรีเสนอซึ่งยังคงโทษกักขังไว้ อาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคตได้
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังควรต้องพิจารณาปฏิรูประบบโทษปรับของประเทศไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะการศึกษาระบบกำหนดค่าปรับตามรายได้ หรือ Day-Fine System ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยมีการหารือระหว่างการพิจารณากฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย แต่ขณะนั้นคณะกรรมาธิการเห็นว่าควรเร่งแก้ไขปัญหาการใช้โทษอาญาเกินความจำเป็นก่อน และนำเรื่องการปฏิรูประบบโทษปรับไปพิจารณาในกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง
พร้อมระบุด้วยว่า ระบบค่าปรับแบบอัตราคงที่จะทำให้ผู้มีรายได้สูงและผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากการลงโทษแตกต่างกัน แม้จะกระทำความผิดเดียวกันและถูกปรับเป็นจำนวนเงินเท่ากัน เช่น กรณีการขับรถเร็วเกินกำหนดที่มีค่าปรับหลักร้อยหรือหลักพันบาท ผู้มีฐานะร่ำรวยอาจสามารถจ่ายค่าปรับได้โดยไม่รู้สึกถึงผลกระทบมากนัก ขณะที่เงินจำนวนเดียวกันอาจสร้างภาระอย่างมากต่อผู้มีรายได้น้อย