“นิกร” รับคนชงแก้ข้อบังคับการประชุม แจงรัวๆ ปัดข้อกล่าวหา ปิดกั้นการตรวจสอบของฝ่ายค้าน ลั่น ต้องสลายฝ่ายค้าน-รัฐบาลในกรรมาธิการ

 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 พ.ย. 2569  ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ แถลงข่าว ชี้แจงข้อกล่าวหาว่า เสนอร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรปิดทางขวางระบบตรวจสอบผ่านกลไกคณะกรรมาธิการ35 คณะในสภาฯ  ว่า ตนเป็นผู้เสนอขอแก้ไขร่างข้อบังคับการประชุมในนามพรรคภูมิใจไทย ที่ได้เสนอขอแก้ไขข้อบังคับการประชุมมากกว่า 15 เรื่อง ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแต่เพียงเรื่องของคณะกรรมาธิการ ซึ่งขณะนี้ร่างฯได้บรรจุอยู่ในวาระแล้ว  โดยร่างนี้เสนอเป็นองค์รวม 4 กรอบใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาข้อบกพร่องของข้อบังคับการประชุมปี 2562  ที่รวบรวมข้อเสนอของแต่ละพรรคการเมืองอื่นด้วย เปรียบเป็นร่มใหญ่ ซึ่ง 4 กรอบใหญ่นี้ประกอบด้วย 

1.กรอบการพัฒนากระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)แม้ สส.จะเซ็นชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แล้ว ต่อมาอาจจะพ้นจากสมาชิกภาพ ทั้งกรณีถูกร้อง หรือ เสียชีวิต ก็ให้ถือว่าสมบูรณ์แล้ว ตามหลักการที่ยื่นไว้  นอกจากนั้นให้นับเวลาแปรญัตติเฉพาะวันทำการ ไม่รวมวันเสาร์-อาทิตย์  โดยข้อบังคับการประชุมใหม่นี้ เสนอให้นายกรัฐมนตรีสามารถแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาได้เลย แม้ว่าจะเป็นคนนอก   

2.กรอบการยกระดับระบบกระทู้ถามและเทคโนโลยีดิจิทัล เดิมไม่สามารถที่จะถามตอบกระทู้โดยใช้เทคโนโลยีในการขอตั้งกระทู้ได้ จึงแก้ไขให้สามารถยื่นกระทู้ผ่านระบบเทคโนโลยีได้ โดยการถามตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ 30 นาที กระทู้ถามทั่วไป ให้เวลาไม่เกิน 20 นาที    

 3.กรอบการปฏิรูประบบคณะกรรมาธิการ เปิดช่องให้คณะกรรมาธิการหลายคณะ ประชุมร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ ,กำหนดกติกาเลือกประธาน รองประธานที่โปร่งใสผ่านการแสดงวิสัยทัศน์ และจับฉลากเมื่อมีคะแนนเท่ากัน ,แต่งตั้งนักกฎหมายนิติบัญญัติจากฝ่ายประจำมาเป็นผู้ช่วยเลขานุการกรรมการกรรมาธิการ 

4.กรอบความโปร่งใสและคุ้มครองสิทธิ มีการรองรับการถ่ายทอดสดการประชุมของคณะกรรมาธิการผ่านสื่อดิจิทัล และมีกลไกคุ้มครองสิทธิบุคคลภายนอกจากการถูกพาดพิงให้สามารถโต้แย้งได้

 

  ปัดปิดกั้นการตรวจสอบ

นายนิกร  กล่าวต่อว่า ตนขอปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการปิดกั้นการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน  เพราะตนเป็นผู้ร่วมยกร่างข้อบังคับการประชุมเมื่อปี 2562 ในครั้งนั้น ตนได้เสนอให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ต้องตรวจสอบข้อมูล คลิปวีดีโอ หรือสไลด์ต่างๆล่วงหน้าต่อสภา เพราะไม่เช่นนั้นฝ่ายรัฐบาลจะรู้ล่วงหน้าแค่ครึ่งชั่วโมงก็สามารถพลิกตัวได้  แต่ขอให้ผู้อภิปรายรับผิดชอบทางจริยธรรม กรณีข้อมูลในการอภิปรายเท็จ ต้องรับผิดชอบกันเอง ตนให้อำนาจกับฝ่ายค้าน   แต่ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการไม่มีอำนาจเพราะ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2560 จึงมีการขอแก้คำสั่งเรียก ที่ขณะนี้หากคณะกรรมาธิการเรียกรัฐมนตรี และหน่วยงานราชการ  หากไม่มาจะมีความผิดด้านวินัย ที่เราติดดาบให้คณะกรรมาธิการ สภาฯ 

ดังนั้น ที่กล่าวหาว่า ตนปิดกั้น  มันไม่ใช่  เจตนารมณ์ของกรรมาธิการเป็นองค์คณะตรวจสอบ ไม่ใช่อาวุธทำลายล้างทางการเมือง กรรมาธิการทำงานเชิงระบบเป็นองค์คณะ หากใช้อำนาจผิดทาง หรือเกินเลยจะเกิดผลกระทบอย่างร้ายแรง  การใช้อำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการต้องเป็นองค์คณะ ต้องรัดกุมชัดเจน และต้องเป็นมติของที่ประชุม ไม่ใช่อยู่ที่ประธานกรรมาธิการ  ดังนั้นการจะมากล่าวหาว่า ฝ่ายรัฐบาลล็อคเสียงข้างมากไว้ทั้งหมด ก็ไม่ใช่ เพราะคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ ถ้าใช้เสียงข้างมาก ที่ซึ่งแต่ละคณะมีกรรมาธิการ 15 คน หากฝ่ายรัฐบาลต้องการเป็นประธานคณะกรรมการทั้งหมดจะสามารถทำได้ แต่จะเห็นว่ามีการแบ่งออกไปที่ขณะนี้ฝ่ายค้านเป็นประธานคณะกรรมาธิการ 9 คณะ


 ย้ำต้องสลายขั้วใน กมธ. 

“ผมขอย้ำว่า กรรมาธิการของสภา ไม่มีการแบ่งว่าเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แต่คือฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งบางกรรมาธิการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านไปเลยจึงแก้ไขในการออกหนังสือเอกสารเชิญบุคคล หรือตัวแทนองค์กร ต้องทำเป็นมติจากที่ประชุม ไม่ใช่อำนาจของประธานกรรมาธิการที่จะออกหนังสือเรียกใครก็ได้  และการแถลงข่าวก็จะต้องเป็นหน้าที่ของโฆษกแถลงผลของที่ประชุม  โดยไม่สามารถแสดงความเห็นในฐานะกรรมมาธิการได้   ส่วนการถ่ายทอดสดก็ต้องขอมติจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก“ นายนิกร กล่าว