“โสภณ ซารัมย์”  ปรี๊ดแตกถูกกล่าวหา “รับใช้ฝ่ายบริหาร-ขี้ข้ารัฐบาล”  แจงรัวปมเสียงข้างมากใช้ประชุม กมธ. 35 คณะ  ท้า ถ้าทำผิดไปร้องตามขั้นตอน อย่าด่ามั่ว ให้ดูการกระทำ ลั่น “ฝ่ายค้าน” ล้ำเส้นหลายครั้ง เดี๋ยวมีสวนเจอที่ศาล

 

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 3 พ.ย. 2569  ที่รัฐสภา  นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร  กล่าวชี้แจงกรณีถูกวิจารณ์ว่าการทำหน้าที่มุ่งช่วยเหลือรัฐบาลว่า เป็นข้อกล่าวหาที่แทบไม่มีข้อเท็จจริง ใช้วาทกรรมเพื่อดิสเครดิตการทำงานของตน เพื่อความสะใจ  สิ่งที่ตนรู้สึกตลกคือ วันที่ฝ่ายค้านขอบคุณและชื่นชมตนที่ใช้บารมีประธานสภาเข้ามาช่วยประสานกรณีวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่าทำให้สภามีศักดิ์ศรี โดยฝ่ายค้านจึงเสนอให้ไปอภิปรายช่วงต้นเดือนธันวาคม แต่วันนี้กลับมาพูดว่า ตนยื้อเวลาและรับใช้ฝ่ายบริหาร  ซึ่งน่าเสียใจที่การตกลงกันในระดับผู้ใหญ่ แต่กลับถูกนำไปพูดอีกแบบ จึงอยากให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน เพราะตนหวังดีต่อสภาและต้องการรักษาภาพลักษณ์ของสภาในสายตาประชาชน ส่วนที่ฝ่ายค้านใช้ถ้อยคำว่า ตนเป็นขี้ข้ารัฐบาล ทำให้สภาตกต่ำ จำเป็นต้องเล่นการเมืองกันด้วยการใช้ถ้อยคำเช่นนี้เลยหรือ ถามว่า ท่านใช้วาจาเพื่อความสะใจอย่างเดียวหรือไม่


นายโสภณ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มาจากการร้องเรียนว่า การทำงานของกรรมาธิการซ้ำซ้อน ทำให้ข้าราชการต้องทำงานหนัก เพราะมีกรรมาธิการทั้งหมด 35 คณะ และยังมีการตั้งอนุกรรมาธิการอีกจำนวนมาก ตนเห็นปัญหานี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรี และต้องการให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ที่สำคัญมีผู้ร้องเรียนว่า ประธานกรรมาธิการใช้อำนาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงต้องเรียกประชุมหารือ เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ควรปฏิบัติตามข้อบังคับว่า การจะนำเรื่องใดมาพิจารณาต้องสอบถามในที่ประชุมก่อนว่า จะเชิญใคร หรือจะนำเรื่องใดเข้าสู่การพิจารณา ตนจึงสรุปว่า ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ก็ขอให้ฝ่ายกฎหมายของสภาจึงร่างระเบียบเสนอให้ตน และตนก็เห็นชอบตามที่เลขาธิการสภาเสนอมา  มาวันนี้ก็มีการกล่าวหาว่า เป็นการปิดปากและปิดกั้นการตรวจสอบ ทั้งที่ หากต้องการปิดปากฝ่ายค้านจริง ฝ่ายค้านก็ไม่ได้เป็นประธานกรรมาธิการทุกคณะ และในสภาฝ่ายค้านจะเอาอะไรมาชนะ  หากต้องใช้มติเป็นตัวตัดสิน ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่มติอย่างเดียว แต่อยู่ที่การหารือด้วย

วันนี้ ตนรับไม่ได้ เพราะเคยบอกแล้วว่าหากทำผิด ก็ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. หากทำผิดจริยธรรม ก็ร้องตามกระบวนการจริยธรรม เพราะเราปกครองด้วยระบบนิติรัฐ ใช้ระเบียบและกฎหมายเป็นกรอบบังคับการปฏิบัติงานของทุกฝ่าย เรื่องนี้พูดเอาดีจนเกินเหตุ ทำให้สภาเสียหาย ในฐานะประธานสภา เมื่อมีผู้ไม่เคารพกติกา ตนก็ต้องออกกติกา ส่วนใครจะฝ่าฝืนก็มีช่องทางดำเนินการตามกฎหมาย เรื่องนี้ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน


ท้า ถ้าทำผิดไปร้องตามขั้นตอน อย่าด่ามั่ว ให้ดูการกระทำ


“หากผมทำผิด ก็มีช่องทางดำเนินการ แต่อย่ามาด่า หรือกล่าวหากันด้วยถ้อยคำเช่นนี้  หากมีการกล่าวหาในลักษณะดังกล่าว ผมก็มีช่องทางดำเนินการเช่นกัน ใครทำผิดจริยธรรมก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจริยธรรม หากเป็นความผิดจริยธรรมไม่ร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการในสภา แต่หากเป็นความผิดร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช. เท่านั้น ผมผิดหวังกับการทำงานของฝ่ายค้านที่ใช้วาทกรรม ใส่ร้ายป้ายสี และกล่าวหาโดยไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าตนเป็นขี้ข้ารัฐบาล อยากถามว่า เป็นขี้ข้าตรงไหน ถือเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป  ผมผิดหวังมานานแล้ว และถูกด้อยค่าจากคำพูดของฝ่ายค้านมาโดยตลอด มีคำพูดของฝ่ายค้านคนหนึ่งที่ผมเก็บเป็นความลับ หลังถูกกล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรงต่อหน้าต่อตา หากนำมาพูดก็จะเกิดความเสียหายอย่างมาก จึงอยากเตือนว่าอย่าดูถูกคนอื่น อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง ถูกต้องและดีอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่คนอื่นเป็นคนไม่ดีทั้งหมด  การจะเป็นคนดีหรือไม่ต้องดูที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด ผมพร้อมให้พิสูจน์การทำงานว่า รักบ้านเมือง รักประชาชน และรักประเทศชาติอย่างไร ผมทำงานมาจนถึงวันนี้ โดยไม่มีคดีความ ผ่านการทำงานในกระทรวงใหญ่ ๆ มาแล้วก็ไม่มีคดีความใด ๆ” นายโสภณ กล่าว



ลั่น “ฝ่ายค้าน” ล้ำเส้นหลายครั้ง เดี๋ยวมีสวนเจอที่ศาล


เมื่อถามว่า จะฝากอะไรถึงรัฐบาลและฝ่ายค้าน นายโสภณ กล่าวว่า ไม่ฝากอะไร ต่างคนต่างทำหน้าที่ ฝ่ายค้านหรือฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตามที่กฎหมายเขียนไว้ ก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและกฎหมาย ใครปฏิบัตินอกเหนือจากหน้าที่ที่กำหนดไว้ก็ถือว่าผิด และมีช่องทางดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ใช่นำเวทีสภา มาสร้างความเกลียดชัง หรือบิดเบือนจนทำให้เมื่อพูดถึงการเมืองมีแต่คำหยาบคาย เหยียดหยาม และเสียดสี ที่ไม่เป็นประโยชน์   ส่วนกรณีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า อาจมีการยื่นร้องเรียน นายโสภณ กล่าวว่า หากตนทำผิดรัฐธรรมนูญก็ร้องเรียนมาได้เลย ให้ดำเนินการตามกระบวนการ ไม่ใช่พูดเอาหล่อ ถึงเวลาเอาจริงกันเสียที เพราะฝ่ายค้านล้ำเส้นตนมาหลายครั้งแล้ว  แม้แต่ในสภา