ศาลรัฐธรรมนูญ มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง “อดีตผู้สมัคร สว.” ฟ้อง กกต.-ผู้ตรวจการฯ-ศาล รธน. ปมเลือก สว. ชี้เป็นเรื่องเดิม-โต้แย้งดุลพินิจตุลาการ
วันที่ 3 พ.ย. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องในคดีที่ นายสมพล หริกุล อดีตผู้สมัครสว. ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องและผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 มาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 107 มาตรา 108 และมาตรา 224 (2) ทั้งการกระทำของผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่าไม่ยื่นคำร้องของผู้ร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการที่กกต.จัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ประจำปี พ.ศ. 2567 โดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างเหตุผลไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 มาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา 5
นอกจากนี้ การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ละเลยหรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่แสวงหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้องเกี่ยวกับการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาไว้พิจารณาวินิจฉัยตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2569 คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2569 และคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 33/2569 ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 มาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา 5
ทั้งนี้ก่อนที่ศาลจะพิจารณาคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของนายสมพล ฉบับลงวันที่ 13 ต.ค. 2569 ที่ยื่นคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน ได้แก่ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ, นายสราวุธ ทรงศิวิไล และ พล.ต.ท. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ให้ถอนตัวจากการพิจารณาคดี
ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่เป็นเหตุคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่อาจยกข้อคัดค้านขึ้นอ้างได้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 35 จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านดังกล่าว
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ปรากฏว่าการกระทำของ กกต. เป็นกรณีเดียวกับที่ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งที่ 33/2569 ลงวันที่ 11 มี.ค. 2569 ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 คำร้องนี้ไม่ปรากฏสาระสำคัญเพิ่มเติมจากคำร้องเดิม จึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคสาม ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้
ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การกระทำของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ไม่ยื่นคำร้องของผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องนั้น ศาลเห็นว่าเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
สำหรับการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญ ที่สั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เป็นกรณีที่ผู้ร้องโต้แย้งดุลพินิจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของผู้พิพากษาหรือตุลาการที่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 188 วรรคสอง ประกอบมาตรา 210 วรรคสาม ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย


