“ณัฐพงษ์” มอง “ทักษิณ” ไม่จำเป็นต้องแลกเสียงโหวตศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซัดนายกฯ ฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” มีเหตุผลการเมือง ชี้ ต่อไปไม่มีใครกล้าวิจารณ์ผู้มีอำนาจ 


เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กดดันบุคคลในรัฐบาลและคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้รับคำร้องนิรโทษกรรมแลกกับเสียงโหวตในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเจรจา เพราะ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ผ่านไปแล้ว และกระบวนการกลั่นกรองคดีต่างๆ ก็เป็นไปตามกฎหมายทุกอย่าง ไม่ได้คิดว่าจะต้องเจรจาแลกเสียงโหวตกับคดีนี้เป็นพิเศษ จริงๆ นายทักษิณ มีสิทธิที่จะใช้สิทธิของตนเองเต็มที่ตามกฎหมายฉบับนี้

ทางด้านคำถามว่ากรณีดังกล่าวที่อาจจะมีการแลกเสียงโหวตจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้โหวตกับรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้ง 18 คน นายณัฐพงษ์ ระบุ ส่วนตัวยังยืนยันว่าโดยกระบวนการตามกฎหมาย นายทักษิณ มีสิทธิ ไม่จำเป็นต้องแลกเสียงโหวต แต่ถ้ามีแบบนั้นเกิดขึ้นจริงก็เป็นอะไรที่เรายอมรับไม่ได้เหมือนกัน นายทักษิณ คงไม่ต้องมีการเจรจา เพราะใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมายปกติได้อยู่แล้ว เมื่อถามต่อ กลัวว่าจะเป็นการแทรกแซงจากฝั่งการเมืองและแทรกแซงการทำงานของข้าราชการหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเกิดขึ้นจริงคงเป็นสิ่งที่ตนเองและประชาชนยอมรับไม่ได้อยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณี นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความแสดงความเห็นต่อการให้สัมภาษณ์ของนายณัฐพงษ์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ในทำนองว่าเป็นการปกป้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ถูกแจ้งความเอาผิดหลังแชร์สลิปการโอนเงินปลอมเข้าบัญชีนายกรัฐมนตรี จากเพจ Godd Dam ว่า ข่าวสารที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ มีทั้งคนที่จงใจโจมตี และคนอยากแชร์ข่าวไปทั้งหมด ต้องแยกเป็นรายกรณีไป ซึ่งหากถามว่าการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ฝั่งรัฐบาลและตัวนายกฯ ได้ดำเนินการฟ้องร้องทุกคนหรือไม่ แต่ปรากฏว่านายกฯ เลือกดำเนินคดีเฉพาะบางบุคคล ซึ่งตนคาดเดาว่านายกฯ อาจจะมองว่าอยู่ในขั้วตรงข้ามทางการเมือง

ดังนั้น เรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าการดำเนินคดีเป็นเพราะมีเหตุผลทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง เป็นสิ่งที่ตนได้ให้ความเห็นไปว่า คนที่เป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องยอมถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ในบางครั้งจะถูกหรือผิด ตนว่า คนเป็นนายกฯ และนักการเมืองที่เป็นบุคคลสาธารณะ ควรต้องมีวุฒิภาวะและความอดทนมากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าเจอประชาชนคนไหนก็ตามที่มาวิพากษ์วิจารณ์ แม้ข้อมูลจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็ประกาศฟ้องร้องเขาหมด ถ้าเป็นแบบนั้นจะเป็นการสร้างบรรยากาศทำให้สังคมไทยไม่กล้าวิจารณ์นักการเมืองเลย เราอยากได้สังคมที่มีบรรยากาศแบบนั้นหรือไม่ ตนคิดว่าการกระทำของนายกฯ กำลังสร้างให้เกิดบรรยากาศแบบนั้น

สำหรับกรณีที่ล่าสุดตำรวจ สน.ทองหล่อ เตรียมเรียก น.ส.รักชนก รับทราบข้อกล่าวหา ในพรรคได้คุยกันเรื่องนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตอบว่า มีการพูดคุยภายในกันโดยตลอด แต่มีหนึ่งอย่างที่ตนอยากจะขอเรียกร้อง คืออยากให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงตำรวจ ดำเนินการในทุกคดีอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่บางคดีเร็วเป็นพิเศษ บางคดีที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ต้องรอแล้วรออีก ไม่ได้รับการดำเนินการสักที เราอยากเห็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีเหตุผลหรือมีใครอยู่เบื้องหลัง

เมื่อถามถึงกรณีเจ้าของเพจถูกนำตัวส่งศาลอาญา และศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่าอาจจะออกมาสร้างความเสียหายต่อสังคม มองว่าเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินปกติหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เนื่องจากเป็นคำสั่งของศาล ตนคงไปวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้โดยตรง แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่อยากเห็นคือบรรยากาศแบบนี้ สุดท้ายจะทำให้คนในสังคมส่วนใหญ่รู้สึกเกรงกลัวในการวิจารณ์คนมีอำนาจ ตนเชื่อว่าถ้าเราอยู่ในสังคมระบอบประชาธิปไตย สื่อมวลชน ประชาชน มีหน้าที่ตรวจสอบนักการเมืองอยู่สม่ำเสมอ อย่าไปเกรงกลัวผู้มีอำนาจ เพราะรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิของเราไว้ ไม่อยากให้คดีนี้เป็นคดีที่ทำให้พวกเราต้องมาเซ็นเซอร์การวิพากษ์วิจารณ์ของเราเอง.