“โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซัดกลับปมยื้อซักฟอก ยันรัฐบาลพร้อมตั้งแต่วันแรก แต่ฝ่ายค้านแจ้งว่ายังไม่พร้อมและขอเลื่อน เตือนเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่เวทีหลอกด่ากันไปมา


วันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานเทศบาลเมืองลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ภายหลังการประชุมร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการรวมพลังรักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ


โดยนายโสภณ ได้ออกมาตอบประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตกรณีการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีการมองว่าใช้เวลารอคอยยาวนานถึง 60 วันนับตั้งแต่ยื่นญัตติ โดยยืนยันว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด   


นายโสภณ เปิดเผยว่า การเจรจาตกลงกันในกรอบเวลา 4 วันบวก 1 นั้น ทางฝ่ายรัฐบาลมีความพร้อมตั้งแต่วันแรกที่มีการตกลงกัน คือช่วงวันที่ 27-29 ตุลาคมที่ผ่านมาแล้ว แต่เนื่องจากทางฝั่งฝ่ายค้านเป็นฝ่ายแจ้งว่ายังไม่พร้อม และขอเลื่อนไปเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคม ภายในสมัยประชุมนี้ จนกระทั่งตนได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาและเคาะวันออกมาเป็นช่วงวันที่ 7-10 ธันวาคม ตามที่เป็นข่าว ซึ่งก็ยังคงใช้กรอบเวลา 4 วันเท่าเดิม   


“จะไปบอกว่ามีรัฐบาลชุดเดียวที่ยื้อแล้วไม่อภิปราย ทอดเวลาให้มันยาวนานนั้น ไม่ใช่ความจริง รัฐบาลเขาพร้อมตอบตั้งแต่เดือนนั้นแล้ว แต่ติดเรื่องภารกิจงาน อยากให้ทำความเข้าใจกันใหม่ เพราะการพูดโดยไม่อยู่บนข้อเท็จจริงมีแต่จะทำให้ประชาชนสับสน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติผมพูดตามตรงและตรงไปตรงมา ไม่ได้เข้าข้างใครทั้งสิ้น” นายโสภณ ระบุ


นอกจากนี้ นายโสภณ ยังได้กล่าวถึงประเด็นข้อตกลงเรื่องกรอบเวลาในการประชุมว่า ล่าสุดจากเดิมที่ตกลงกันว่าจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. และเลิกเที่ยงคืน ทางฝั่งผู้เกี่ยวข้องกลับมีการขยายเวลาเพิ่มขึ้นเป็น 72 ชั่วโมง (เพิ่มขึ้นมาอีกราว 12 ชั่วโมง) ซึ่งตนมองว่าเริ่มไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่คุยกันไว้ตั้งแต่ต้น 


พร้อมกันนี้ นายโสภณ ยังได้ฝากข้อคิดถึงบรรยากาศทางการเมือง โดยย้ำว่าฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน การตรวจสอบการทำงานถือเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย แต่หากสังคมหรือทุกฝ่ายตั้งธงให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคู่ขัดแย้งกันตลอดเวลา จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น   


“ผมอยากเห็นความร่วมมือที่แท้จริง ซึ่งความร่วมมือที่ว่านี้ไม่ใช่การ ‘ซูเอี๋ย’ กันนะ แต่เป็นการตรวจสอบกันอย่างจริงจัง และเวทีนี้ต้องไม่ใช่เวทีหลอกด่ากันไปมาอย่างที่ผมพูดบ่อย ๆ เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้แก่ฝ่ายใดเลย” นายโสภณ กล่าวทิ้งท้าย