รมว.พลังงาน ลงนามคำสั่งตัดต้นทุนทิพย์วันละ 30 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงได้ทุกประเภทตั้งแต่พรุ่งนี้ (29 ต.ค.) โดยเฉพาะดีเซล B7 ที่มีผลต่อต้นทุนภาคขนส่ง ปรับลดได้ทันทีราว 1 บาทต่อลิตร
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันและการปรับโครงสร้างต้นทุนน้ำมันดิบ โดยยืนยันว่าการใช้ราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ เมื่อเกิดสภาวะวิกฤตเพื่อใช้ปรับขึ้นลงราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้น้ำมัน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันที่มีความสามารถในการผลิตน้ำมันเพียงพอกับการใช้ในประเทศ ดังนั้น หลังจากนี้ไปประเทศไทยจะไม่ใช้ราคาน้ำมันอ้างอิงจากตลาดโลกเพื่อมากำหนดราคาน้ำมันในประเทศ
จากการตรวจสอบโครงสร้างของต้นทุนในการผลิตน้ำมันดิบ พบว่า ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีการระบุต้นทุนทิพย์เข้าไปในการผลิตน้ำมันดิบทั้งหมดถึง 4 ส่วน ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าประกัน ค่าสูญเสีย และค่าสำรองน้ำมัน เป็นเงินปีละกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงทุกวัน แต่ถูกรวมเข้าไปทุกวัน ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนทิพย์ หากรวมตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ต้นทุนทิพย์ส่งผลให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นไปถึง 230,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นและไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้เข้าไปตรวจสอบเรื่องของโครงสร้างและต้นทุนของราคาน้ำมันตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา และนำเข้าหารือในคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) รวมถึงได้เรียกผู้ค้าน้ำมันทุกรายมาชี้แจงเพื่อรับทราบเรื่องดังกล่าวแล้วว่า มีความจำเป็นต้องตัดต้นทุนทิพย์และปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ทั้งหมด ซึ่งผู้ค้าน้ำมันทุกรายรับทราบและพร้อมที่จะปฏิบัติตาม จึงได้ร่างคำสั่งเรื่องของการปรับลดต้นทุนทิพย์และส่งให้กับกฤษฎีกาตีความ เพื่อไม่ให้ขัดต่อข้อกฎหมาย
สำหรับการแถลงข่าววันนี้ นายเอกนัฏ ได้ลงนามในคำสั่งและให้มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (29 ตุลาคม 2569) เป็นต้นไป ซึ่งจะนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ต้นทุนทิพย์ทั้ง 4 ส่วนจะถูกถอดออกจากต้นทุนของราคาน้ำมันทั้งหมด เป็นเงินวันละประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันสามารถปรับลดลงได้ทุกประเภทตั้งแต่วันพรุ่งนี้ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล B7 ที่มีผลต่อต้นทุนของภาคการขนส่งสามารถปรับลดลงได้ทันทีประมาณ 1 บาทต่อลิตร และสำหรับน้ำมันประเภทอื่นจะให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นผู้นำไปพิจารณาว่าจะนำเงินส่วนนี้ไปปรับลดราคาน้ำมันประเภทอื่นลงได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์ราคาน้ำมัน และจะนำเงินที่ปรับลดลงมาได้ไปใช้ในการพยุงราคาน้ำมันเมื่อเกิดวิกฤตต่อไปในอนาคตได้


