ครม. รับทราบหลักการ เลื่อนเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570 เพื่อบรรเทาภาระนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและภาวะเศรษฐกิจ
วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบหลักการร่างกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้เลื่อนการเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนฯ จากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ออกไปอีก 3 เดือน เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อบรรเทาภาระนายจ้างและลูกจ้างในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน 2569 ซึ่งบางแห่งต้องหยุดหรือลดการดำเนินกิจการ ขณะที่ลูกจ้างบางส่วนมีรายได้ลดลงหรือขาดรายได้จากการหยุดงาน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกจากผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับข้อจำกัดในการขยายธุรกิจ ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ความตึงเครียดทางการค้า และกำลังซื้อของประชาชนที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง การเลื่อนจัดเก็บจึงเป็นการเปิดเวลาให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ตั้งหลักและฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจ ก่อนเข้าสู่ระบบการจัดเก็บเงินตามกฎหมาย โดยยังคงเป้าหมายการสร้างหลักประกันให้แรงงานในระยะยาว
สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ มีสาระสำคัญที่ประชาชนและผู้ประกอบการควรทราบ ดังนี้
1. เลื่อนเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570
ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... กำหนดให้เลื่อนวันเริ่มจัดเก็บออกไปอีก 3 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน และเปิดโอกาสให้สถานประกอบการมีเวลาฟื้นฟูการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมด้านการเงินก่อนเริ่มจัดเก็บ
2. ปรับกรอบเวลานำส่งเงิน โดยคงอัตราเดิมในช่วงแรก
ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... ปรับช่วงเวลาการบังคับใช้อัตราเงินนำส่งให้สอดคล้องกับกำหนดเริ่มจัดเก็บใหม่ โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2574 ลูกจ้างและนายจ้างนำส่งเงินในอัตราฝ่ายละร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง ก่อนปรับเป็นฝ่ายละร้อยละ 0.5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2575 เป็นต้นไป
การกำหนดอัตราในช่วงแรกที่ร้อยละ 0.25 มีเป้าหมายเพื่อทยอยเริ่มระบบการจัดเก็บ ไม่ให้ภาระของนายจ้างและลูกจ้างเพิ่มขึ้นมากเกินไปในคราวเดียว โดยยังคงหลักการให้ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดตั้งกองทุนตามที่กฎหมายกำหนด
3. ปรับวันเริ่มใช้หลักเกณฑ์การสงเคราะห์ให้ตรงกับกำหนดจัดเก็บใหม่
ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมวันใช้บังคับของกฎกระทรวงเดิม พ.ศ. 2567 ให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้หลักเกณฑ์การจัดการสงเคราะห์ลูกจ้างสอดคล้องกับวันเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุน และไม่เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกลไกตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีเป้าหมายสร้างหลักประกันให้ลูกจ้าง โดยเงินสะสม เงินสมทบ เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้กับลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดความเป็นลูกจ้าง การเลื่อนจัดเก็บครั้งนี้จึงเป็นการปรับจังหวะการดำเนินนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจและความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและแรงงานในปัจจุบัน ไม่ใช่การยกเลิกเป้าหมายในการจัดตั้งกองทุน
ทั้งนี้ การมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นการรับทราบหลักการร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
กสร. แจ้งเลื่อนจัดเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็น 1 ม.ค. 70
ขณะที่นางสาวกาญจนา พูลแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบหลักการร่างกฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยเลื่อนกำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจากเดิมวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อบรรเทาภาระนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยและภาวะเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวครอบคลุมการเลื่อนกำหนดจัดเก็บเงิน การปรับกรอบเวลานำส่งเงิน โดยในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2570 ถึง 31 ธันวาคม 2574 กำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบฝ่ายละร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง และการปรับวันเริ่มใช้หลักเกณฑ์การสงเคราะห์ลูกจ้างให้สอดคล้องกัน
อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ จะดำเนินการตามขั้นตอนการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลและแนวทางปฏิบัติให้นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มจัดเก็บเงินตามกำหนดใหม่


