“ทักษิณ” เบิกความคดีฟ้องสรรพากรตามยึดทรัพย์ซ้ำซ้อนภาษีอีก 17,000 ล้านบาท ราว 2 ชม. ออกจากศาลด้วยสีหน้าแจ่มใส “ทนายวิญญัติ” เผย ศาลนัดฟังคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว 16 พ.ย.นี้
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ศาลภาษีอากรกลาง ศูนย์ราชการฯ อาคารเอ ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลภาษีอากรกลาง นัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว คดีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นขอให้ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้กรมสรรพากรกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการยึดและอายัดทรัพย์เงิน 17,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเก็บเงินภาษีซ้ำซ้อนโดยมิชอบ
ซึ่งวันนี้ นายทักษิณ เดินทางมาด้วยรถยนต์โรลส์รอยซ์ สีดำ ทะเบียน พจ 195 กรุงเทพมหานคร เพื่อเบิกความด้วยตัวเอง โดยมีคณะผู้ติดตามและสื่อมวลชนมารอรายงานข่าวจำนวนมาก ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงเบิกความเสร็จก่อนเดินทางกลับทันทีด้วยสีหน้าแจ่มใส
ต่อมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยฝ่ายโจทก์มีพยานขึ้นเบิกความ 2 ปาก ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร และอดีตข้าราชการกรมสรรพากร ขณะที่ฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นกรมสรรพากร มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี 2 ปาก โดยการไต่สวนในวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับการคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น.
นายวิญญัติ กล่าวต่อไปว่า คดีนี้เป็นการยื่นฟ้องในประเด็นข้อพิพาทที่ฝ่ายนายทักษิณ เห็นต่างในประเด็นที่เคยมีการพิจารณาในคดีก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีครั้งนี้เป็นการฟ้องซ้ำกับประเด็นเดิมที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเคยมีคำพิพากษาไปแล้วนั้น ขอชี้แจงว่า คดีเดิมศาลได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการประเมินภาษีของกรมสรรพากร โดยมีประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการประเมิน เช่น การออกหมายเรียกและการดำเนินการตามระเบียบหรือข้อปฏิบัติของกรมสรรพากร
ทั้งนี้ หลังจากมีคำพิพากษา กรมสรรพากรได้ดำเนินการเร่งรัดหนี้ภาษีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอายัดทรัพย์สินของนายทักษิณ โดยปัจจุบันมีเงินในบัญชีที่ถูกอายัดประมาณ 90 ล้านบาท รวมถึงรถยนต์ 5 คัน และที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกับน้องสาวที่ จ.เชียงใหม่ โดยในจำนวนรถยนต์ดังกล่าวมีรถยนต์กันกระสุน 2 คัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในครั้งนี้จะมีผลต่อเนื่องกับเรื่องการฟ้องล้มละลายหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นมาตรการที่อธิบดีกรมสรรพากรคนก่อนพยายามดำเนินการ โดยขณะนี้อธิบดีอาจมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว และมีแนวทางว่าหากไม่ชำระหนี้ก็อาจดำเนินการฟ้องล้มละลายในอนาคต กระบวนการฟ้องล้มละลายยังมีประเด็นที่ฝ่ายตนโต้แย้งกันอยู่ว่า ยังมีหนี้ภาษีอยู่จริงหรือไม่ และมีหนี้ที่ค้างชำระอยู่หรือไม่ จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรชะลอไว้ก่อน และยังมีเวลาในการดำเนินการตามกระบวนการ
นายวิญญัติ เผยอีกว่า เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายนายทักษิณยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากเห็นว่าทรัพย์สินบางส่วนที่ถูกอายัดนั้นเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนที่เคยถูกนำส่งหรือจัดเก็บเข้าสู่รัฐไปแล้ว โดยอ้างถึงเงินจำนวนประมาณ 46,000 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปฯ และการดำเนินการตามคำพิพากษาที่ผ่านมา จึงเกิดคำถามว่าหากเงินจำนวนดังกล่าวได้เข้าสู่รัฐไปแล้ว เหตุใดจึงยังมีการเรียกเก็บภาษีจากเงินได้ในส่วนเดียวกันอีก และกรมสรรพากรมีการตรวจสอบหรือหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับเงินดังกล่าวแล้วหรือไม่
การขอคุ้มครองชั่วคราวในวันนี้ ไม่ได้เป็นการขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งหรือยกเลิกการประเมินภาษี แต่เป็นการขอให้ศาลพิจารณาว่า มีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองทรัพย์สินไว้ระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือไม่ หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินไปแล้ว และต่อมานายทักษิณเป็นฝ่ายชนะคดี จะเกิดคำถามว่ากรมสรรพากรจะรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นอย่างไร
ขณะที่วันนี้ นายทักษิณ ได้เบิกความต่อศาลว่า รถยนต์กันกระสุนดังกล่าวมีความจำเป็นต่อความปลอดภัย เนื่องจากในอดีตเคยมีเหตุพยายามลอบสังหารหลายครั้ง จึงเห็นว่ารถดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและความปลอดภัยของนายทักษิณ โดย นายวิญญัติ ยังเผยถึงทรัพย์สินที่ถูกอายัดด้วยว่า แม้บางกรณีจะมีการถอนคำสั่งอายัด แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินการตามกระบวนการบังคับชำระหนี้ต่อไป จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายนายทักษิณ ต้องขอให้ศาลมีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว โดยเฉพาะในส่วนทรัพย์สินที่ถูกอายัดอยู่ในขณะนี้
สำหรับประเด็นสำคัญอีกประการที่ฝ่ายโจทก์นำเสนอต่อศาล คือยอดภาษีที่กรมสรรพากรเรียกเก็บ ซึ่งมีการกล่าวถึงเงินต้นประมาณ 5,800 ล้านบาท อันเป็นเงินที่กรมสรรพากรอ้างว่าเป็นภาษีจากเงินได้จากการขายหุ้น รวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทำให้ยอดเรียกร้องรวมอยู่ในระดับประมาณ 17,000 ล้านบาท โดยฝ่ายโจทก์ตั้งข้อโต้แย้งว่า หากเงินดังกล่าวเป็นเงินได้จากการขายหุ้นก้อนเดียวกับเงินที่ถูกดำเนินการตามคำพิพากษาและนำส่งรัฐไปแล้ว ต้องพิจารณาว่าเป็นเงินได้ก้อนเดียวกันหรือไม่
“ถ้ามันเป็นเงินได้ก้อนเดียวกัน ก็คือเป็นเงินได้ที่จัดเก็บไปแล้ว ยังจะให้ผู้เสียภาษีคนหนึ่ง โดยเฉพาะนายทักษิณ มาจ่ายอีกหนึ่ง ไม่ใช่น้อยๆ แต่เป็น 17,000 ล้านบาท มันอยู่ใน 46,000 ล้านบาท ถ้าไม่ใช่ให้ทุกคนออกมาปฏิเสธ กระทรวงการคลังออกมาปฏิเสธ”


