รัฐบาลระดม ปภ. รับมืออุทกภัย 12 จังหวัด ตั้ง War Room–ส่งเครื่องจักรและทีม ERT เร่งระบายน้ำ พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง


วันที่ 25 ก.ย.2569  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ประกอบกับปริมาณน้ำจากภาคเหนือที่ไหลลงมาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าพื้นที่ เพื่อเร่งระบายน้ำและช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง พร้อมติดตามพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด


นางสาวลลิดา กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศอ.ปภ.) ณ วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น. พบว่าปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยใน 12 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ตราด และสุรินทร์ รวม 38 อำเภอ 143 ตำบล 596 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,796 ครัวเรือน รวม 37,036 คน โดย ปภ. ได้ส่งเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่แล้ว


สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ อุทัยธานี สระบุรี ตราด และสุรินทร์ ระดับน้ำลดลง ขณะที่นครสวรรค์ สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา และปราจีนบุรี ระดับน้ำทรงตัว ส่วนสุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว ระดับน้ำเพิ่มขึ้น ซึ่ง ปภ. และหน่วยงานในพื้นที่กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมกำลังพร้อมเข้าช่วยเหลือตามสถานการณ์


นายเจเศรษฐ์ได้สั่งการให้ ปภ. วางระบบปฏิบัติการรับมืออุทกภัยอย่างเป็นขั้นตอน โดยให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่รับน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา จัดตั้งศูนย์อำนวยการและติดตามสถานการณ์ หรือ War Room เพื่อเฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์น้ำ และบริหารจัดการกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่


สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำท่าจีน ได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ ปภ. เขต เพื่อให้สามารถสนับสนุนจังหวัดได้อย่างรวดเร็ว ได้แก่ ศูนย์ ปภ. เขต 1 ปทุมธานี ดูแลปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และสระบุรี ศูนย์ ปภ. เขต 2 สุพรรณบุรี ดูแลสุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม และราชบุรี และศูนย์ ปภ. เขต 16 ชัยนาท ดูแลชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง พร้อมวางกำลังชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) และเครื่องจักรกลสาธารณภัยในพื้นที่เสี่ยงและบริเวณประตูระบายน้ำสำคัญ เพื่อสนับสนุนการเร่งระบายน้ำและพร่องน้ำล่วงหน้า


ทั้งนี้ ศูนย์ ปภ. เขต 2 สุพรรณบุรี ได้ส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าสนับสนุนจังหวัดกาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และอ่างทอง ประกอบด้วย เรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ เครื่องสูบน้ำ รถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย และรถประกอบอาหารเคลื่อนที่ ขณะที่ศูนย์ ปภ. เขตต่าง ๆ ได้เตรียมรถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย เรือกู้ภัยทั้งเรือท้องแบน เรืออลูมิเนียม เรือโพลีเอทิลีน และเครื่องสูบน้ำประเภทต่าง ๆ พร้อมสนับสนุนจังหวัดตามความจำเป็น


นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจของ ปภ. ครอบคลุมทั้งการเร่งระบายน้ำ การดูแลความปลอดภัย การอพยพประชาชนและกลุ่มเปราะบาง การขนย้ายสิ่งของ ตลอดจนการดูแลด้านการดำรงชีพ ทั้งการผลิตน้ำดื่มสะอาด การติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง และการจัดโรงครัวประกอบอาหารเคลื่อนที่ หากเครื่องจักรกลของศูนย์ ปภ. เขตที่เข้าสนับสนุนจังหวัดไม่เพียงพอ นายเจเศรษฐ์ได้กำชับให้ประสาน ปภ. ส่วนกลางทันที เพื่อจัดกำลังและเครื่องจักรลงไปสนับสนุนเพิ่มเติม ไม่ให้การช่วยเหลือประชาชนขาดช่วง


สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติได้วิเคราะห์และติดตามสภาพอากาศ โดยในช่วงวันที่ 25–28 กันยายน 2569 มีพื้นที่ที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด รวมถึงกาญจนบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ในระยะต่อไป โดยพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมต่อเนื่องหลายวัน เช่น จันทบุรีและตราด ต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงดินโคลนถล่ม ส่วนภาคเหนือ ได้แก่ ตาก อุทัยธานี กำแพงเพชร พิษณุโลก และนครสวรรค์


“นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ศูนย์ ปภ. เขตในพื้นที่เตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมสนับสนุนทันทีที่ได้รับการร้องขอ ประสานการบริหารจัดการน้ำกับจังหวัดอย่างใกล้ชิด และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและเผชิญเหตุตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนแผนเผชิญเหตุของจังหวัดและเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่ระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากฝนตกสะสม” นางสาวลลิดา กล่าว


นางสาวลลิดา ย้ำว่า รัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญทั้งการเร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้ การเตรียมเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และทั่วถึง พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามประกาศและคำแนะนำจากหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด