“ณัฐพงษ์” นำทีมพรรคประชาชน ยื่น ป.ป.ช. สอบ 7 กกต. คดีฮั้ว สว. ตั้งแต่พฤติการณ์ก่อนลงมติ ไปจนถึงการทำหน้าที่ในกระบวนการเลือก สว. ย้ำ ปชน. ใช้สิทธิตามกฎหมาย แต่ไม่ตัดสินล่วงหน้าว่า กกต. รายใดมีความผิด
วันที่ 25 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เดินทางยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทั้ง 7 คน กรณีการพิจารณาคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือคดีฮั้วเลือก สว. โดยพรรคประชาชนเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ควรได้รับการตรวจสอบว่าเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า คำร้องที่นำมายื่นในวันนี้ ไม่ได้มุ่งตรวจสอบเฉพาะมติของ กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว. เท่านั้น แต่ต้องการให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบพฤติการณ์ตั้งแต่ก่อนมีการลงมติด้วย เนื่องจากพรรคประชาชนเห็นว่าการทุจริตเลือก สว. มีลักษณะเป็นกระบวนการ และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ กกต. ทั้งการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ และการดำเนินการต่าง ๆ ที่พรรคเห็นว่าอาจเอื้อให้เกิดการทุจริตในการเลือก สว.
โดยพรรคประชาชน ระบุว่า ได้นำข้อมูลจากการตรวจสอบของ สส.พรรคประชาชน ภาคประชาชน และการจัดเวทีเสวนา ตลอดจนข้อมูลและพยานบุคคลที่เคยออกมาให้ข้อมูลต่อสาธารณะ มาประกอบคำร้อง เพื่อให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบภาพรวมของพฤติการณ์ทั้งหมด
ส่วนกรณีมุ่งเอาผิด กกต. ในพฤติการณ์ใดเป็นพิเศษ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ไม่สามารถแยกพิจารณาเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ เนื่องจากมองว่าพฤติการณ์ต่าง ๆ เชื่อมโยงกันเป็นกระบวนการ และเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะตั้งคณะไต่สวนเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพิจารณาว่ามีการกระทำผิดหรือไม่
เมื่อถามถึงการยื่นคำร้องต่อ กกต. ทั้ง 7 คน ทั้งที่มติในบางประเด็นมีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนไม่สามารถทราบได้ว่า กกต. รายบุคคลลงมติอย่างไรในทุกประเด็น เนื่องจากสิ่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะเป็นเพียงผลคะแนนของมติ จึงต้องให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ก่อนพิจารณาว่ากรรมการ กกต. รายใดมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความผิดหรือไม่ พร้อมย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นผู้ตัดสินว่า กรรมการ กกต. คนใดผิดหรือถูก แต่การยื่นคำร้องครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้มีกระบวนการตรวจสอบ
ส่วนหลักฐานที่นำมายื่นต่อ ป.ป.ช. จะมีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมจากที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ ระบุว่า โดยส่วนใหญ่เป็นหลักฐานที่พรรคมีอยู่แล้วและเคยนำเสนอต่อสาธารณะ แต่การยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ไม่ได้หมายความว่าผู้ร้องจะต้องมีหลักฐานที่สามารถชี้ขาดความผิดของผู้ถูกร้องได้ทั้งหมด เพราะขั้นตอนหลังจากรับเรื่องคือการตั้งคณะไต่สวนเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม
พร้อมระบุว่า จากพฤติการณ์และหลักฐานที่พรรคเคยเปิดเผย มองว่าเป็นเหตุอันควรให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นไปโดยสุจริตหรือไม่
ส่วนมั่นใจหรือไม่ว่า ป.ป.ช. จะตั้งคณะไต่สวนในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า สิ่งที่พรรคเรียกร้องคือให้ ป.ป.ช. รับเรื่องและดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบ ส่วนผลการไต่สวนจะเป็นอย่างไร เป็นอำนาจและหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาต่อไป
นายณัฐพงษ์ ยังระบุว่า แม้กระบวนการผ่าน ป.ป.ช. อาจต้องใช้เวลา หากมีการตั้งคณะไต่สวน ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาและดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่พรรคประชาชนจะใช้ทุกช่องทางที่กฎหมายเปิดให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.
ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง เช่น ผู้สมัคร สว. หรือ สว. สำรอง ยังมีช่องทางในการยื่นคำร้องต่อศาลโดยตรงได้ โดยพรรคประชาชนพร้อมให้คำปรึกษาหรือสนับสนุนด้านข้อมูลและพยานหลักฐาน หากผู้เสียหายร้องขอ แต่พรรคจะไม่เข้าไปดำเนินการแทน เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิทธิของผู้เสียหายโดยตรง
สำหรับการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การตรวจสอบผ่านกลไกของรัฐสภายังคงดำเนินต่อไป และประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. จะอยู่ในเนื้อหาที่พรรคเตรียมใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย
ส่วนก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนได้ยื่นคำร้องต่อศาลเกี่ยวกับประเด็นทุจริตการเลือกตั้ง และมีคำถามว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง กกต. หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า พรรคจะใช้ทุกช่องทางตามกฎหมายที่มีอยู่ โดยยอมรับว่าผลของแต่ละช่องทางอาจต้องรอการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าพรรคยังเดินหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไป
เมื่อถามว่า กรรมการ กกต. ทั้ง 7 คนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่มีทั้งประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. และประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หากมีการตรวจสอบจะต้องถูกดำเนินคดีทั้งสองเรื่องหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ หากตนระบุล่วงหน้าว่าใครควรถูกดำเนินคดีหรือใครมีความผิด อาจถือเป็นการตัดสินล่วงหน้าจึงขอยืนยันว่า พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรที่เห็นว่ามีข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ แต่การพิจารณาว่าบุคคลใดมีความผิดหรือไม่ เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป