ชาวบ้านบางบาลหิ้วปี๊บบุกสภาฯ ฉะบริหารจัดการน้ำห่วย ท่วมซ้ำซาก ด้านสส.พรรคประชาชน จี้ “อนุทิน” ทำตามสัญญาเยียวยาเกษตรกร ฉะกรมชลฯ ดีแต่เบิกน้ำมัน แต่เครื่องผลักดันน้ำไม่ทำงาน
วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ตัวแทนชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัยอำเภอบางบาล อำเภอเสนา และตำบลหัวเวียง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยื่นหนังสือให้ สส.พรรคประชาชน หลังทนกับสภาวะน้ำท่วมซ้ำซากท่วมทุกปี นายปุ้ย แสงหน้า ตัวแทนชาวบางบาลกล่าวด้วยความอัดอั้นและดุดันว่า ชาวบ้านต้องเผชิญกับสภาพน้ำท่วมขังแช่น้ำนาน 3–4 เดือนเป็นประจำทุกปี แต่กลับไม่เคยเห็นการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน
“ท่วมทุกปี บริหารเหมือนเดิม เพิ่มเติมแต่งบประมาณ แต่ไม่เคยถึงมือชาวบ้าน ชาวบ้านไม่เคยได้รับผลประโยชน์อะไรจากการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นทุกปี"
นายปุ้ย ยังตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ โดยระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น อยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง และชัยนาท มักจะตามมาด้วยการอนุมัติโครงการก่อสร้างงบประมาณมหาศาลระดับแสนล้านบาท เช่น โครงการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร ที่ปัจจุบันก็ยังสร้างไม่เสร็จ หรือโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือชาวบ้านยังคงต้องรับกรรม เป็น "ตัวประกัน" และเป็นผู้เสียสละรับน้ำแทนพื้นที่เศรษฐกิจ โดยไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม
นายปุ้ยยังกล่าวถึงนายประดิษฐ์ สังขจาย สส. เขต 5 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรครัฐบาล ว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ได้ออกมาให้ข่าวและยืนยันกับประชาชนมาโดยตลอดว่าจะเกิดภัยแล้งและน้ำจะไม่ท่วมแม้กระทั่งก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมเพียง 1 วัน (วันที่ 20 กันยายน) สส. คนดังกล่าวยังได้ทำการไลฟ์สดผ่านโซเชียลมีเดีย ยืนยันด้วยท่าทียิ้มแย้มว่าปริมาณน้ำมีน้อย และเป็นเพียงน้ำล้นตลิ่งที่ไม่ส่งผลกระทบ ส่งผลให้ชาวบ้านเชื่อใจและไม่ได้เตรียมตัวรับมือ จนกระทั่งน้ำท่วมทะลักในวันที่ 21–23 กันยายน
วันนี้ตนเองจึงนำ ปี๊บ มามอบผ่านสื่อมวลชนเพื่อส่งต่อไปยัง นายประดิษฐ์ เพื่อให้นำไปใช้คลุมหัว แสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำที่ทำให้ประชาชนหลงเชื่อจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก
นายปุ้ย ยังเรียกร้อง ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เคยสัญญาไว้กับชาวนาและเกษตรกรเมื่อปีที่แล้ว ว่าจะใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณชดเชยเยียวยาผู้เสียสละยอมให้พื้นที่เกษตรกรรมเป็นทุ่งรับน้ำ แต่จนถึงปัจจุบัน เวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี น้ำกำลังจะท่วมอีกรอบ เกษตรกรกลับยังไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ จนบางรายต้องแบกรับภาระหนี้สินเพิ่มนับแสนบาท พืชผลทางเกษตรเสียหายสิ้นเชิง และหลายรายต้องประสบภาวะล้มละลาย
นอกจากนี้ที่ผ่านมามีการนำเครื่องผลักดันน้ำมาจอดทิ้งไว้ในพื้นที่ มีการตั้งเบิกค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มจำนวนทุกวัน แต่ตัวเครื่องกลับไม่ได้เปิดใช้งานจริง หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเพิกเฉย และไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม กลุ่มชาวบ้านพร้อมจะยกระดับการเรียกร้องต่อไป
ด้านนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีตสส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรียกร้องรัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไขโดยด่วน 6 ข้อ
1. ปรับปรุงระบบเตือนภัยเปลี่ยนจากการแจ้งเตือนกะทันหัน มาเป็นการแจ้งเตือนที่แม่นยำ ระบุวัน เวลา และปริมาณการระบายน้ำที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทัน
2. ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำอย่างจริงจัง เร่งนำเครื่องผลักดันน้ำไปติดตั้งในจุดวิกฤตตามลุ่มแม่น้ำน้อย ได้แก่ จุดสะพานสวนพริก, สะพานสีกุก และสะพานวัดบ้านแพน พร้อมตั้งผู้รับผิดชอบกำกับดูแลให้เครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ ไม่ให้เกิดการทุจริตเบิกน้ำมัน
3. บริหารจัดการทุ่งรับน้ำให้ครอบคลุม ต้องเปิดทางให้ทุ่งรับน้ำเหนือจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ผลักภาระมาให้ทุ่งในอยุธยารับน้ำเพียงอย่างเดียว
4. ชดเชยเยียวยาเกษตรกร เร่งจ่ายเงินเยียวยาแก่ชาวนาและเกษตรกรผู้เสียสละพื้นที่เป็นทุ่งรับน้ำอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว
5. จัดตั้งศูนย์พักพิงมาตรฐาน จัดเตรียมศูนย์พักพิงที่มีความปลอดภัย สะอาด และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนรองรับผู้ประสบภัยที่ต้องอพยพจากบ้านเรือน
6. เร่งรัดมาตรการกรรมาธิการน้ำโดยนำข้อเสนอ 6 ประเด็นจากคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการน้ำไปปฏิบัติโดยทันที