“ภาวุธ” ชี้ TH-AI Passport ภาษาเพี้ยน เพราะเอาของถูกมาเป็นตัวเลือกแรก ฝากรัฐบาลดึงผู้เชี่ยวชาญนอกร่วมตรวจรับ-เปิดข้อมูลโปร่งใส ระบุภูมิใจ อภิปรายจนงบ 1,600 ล้านเหลือจ่ายตามการใช้งานจริง
“ภาวุธ” ไขข้อข้องใจ TH-AI Passport ภาษาเพี้ยน เพราะเอาของถูกมาเป็นตัวเลือกแรก แนะผู้ใช้เลือกโมเดลให้เหมาะกับงาน ฝากรัฐบาลดึงผู้เชี่ยวชาญนอกร่วมตรวจรับ-เปิดข้อมูลโปร่งใส ระบุ ภูมิใจ อภิปรายจนงบ 1,600 ล้านเหลือจ่ายตามการใช้งานจริง ห่วงระยะยาวไร้คนใช้ต่อเนื่อง
วันที่ 2 กันยายน 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ปัญหาจากการใช้โครงการ TH-AI Passport ว่า ต้องบอกว่าในเชิงเทคนิค ที่สร้างภาพ AI ออกมาแล้วเป็นภาษามนุษย์ต่างดาว เป็นเพราะโมเดลตัวที่จะมาสร้างรูปภาพมีหลายตัว มีเครื่องยนต์หลายเครื่องที่ใช้สร้างรูปภาพ ปรากฏว่าโมเดลที่เป็นตัวตั้งต้นไม่ได้เก่งภาษาไทย เนื่องจากราคาไม่แพงมาก เพราะฉะนั้นจึงเจอปัญหาว่า คือเมื่อสร้างภาพออกมาแล้วทำให้กลายเป็นภาษามนุษย์ต่างดาว แต่ถ้าเราเลือกโมเดลอื่น เช่น Nano banana ของ Google หรือ chatgpt จะเก่งภาษาไทยมากกว่าด้วยคำสั่งเดียวกัน ซึ่งตนคิดว่าน่าจะเป็นกระบวนการที่รัฐบาลพยายามประหยัดและลดต้นทุน
“เป็นการเอาของถูกมาให้เลือกใช้เป็นตัวเลือกแรก เพราะถ้าเอาของดีมาให้ใช้เป็นตัวเลือกแรก ก็จะกินทรัพยากรกินค่าใช้จ่ายเยอะ” นายภาวุธกล่าว
เมื่อถามว่าแบบนี้คนก็มองว่าไม่คุ้มค่าซื้อเองน่าจะดีกว่าหรือไม่ นายภาวุธ กล่าวว่า เอาจริง ๆ ของฟรีที่ใช้อยู่ทำได้เยอะกว่าอยู่แล้วดังนั้นต้องเทียบกันดู
ส่วนที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บอกว่าต้องให้ระบบเรียนรู้ภาษาไทยก่อน นายภาวุธ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ใช่ มันอยู่ที่ตัวโมเดล โดยเฉพาะการสร้างรูปภาพโมเดลของจีนที่ใช้อยู่นี้ไม่ได้เก่งภาษาไทยมากนัก เพราะฉะนั้นต่อให้ไปเทรนอะไรก็ตามเราต้องเลือกตัวที่มีคุณสมบัติสูงขึ้น ก็จะมีความเก่งภาษาไทยมากขึ้น
นายภาวุธ ย้ำว่า โมเดลตัวที่สามารถสร้างภาพได้ดีขึ้นมีอยู่ในโครงการ TH-AI Passport อยู่แล้วเพียงแต่ผู้ใช้ ต้องไปเลือกโมเดลให้ตรงกับการใช้สร้างรูปภาพที่มีตัวหนังสือภาษาไทย
เมื่อถามว่าได้ลองใช้แล้วหรือยัง นายภาวุธ กล่าวว่า ได้ลองใช้แล้วตนคิดว่าก็เร็วนะ แต่หากเลือกโมเดลผิดตัวหนังสือภาษาไทยจะเพี้ยนทันที ต้องเลือกโมเดลให้ถูก
เมื่อถามว่าหลังจากที่ปรับเปลี่ยนแบบเหมางบ 1,600 ล้านบาทมาเป็นแบบรายหัวมองว่าคุ้มค่ากว่าหรือไม่ นายภาวุธ กล่าวว่า “ผมว่าเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ ที่เราได้มีการเปิดอภิปรายโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น จากที่ต้องจ่ายทีเดียว 1,600 ล้านบาท วันนี้มีการแก้สัญญาทำให้ จากนี้จะเป็นการจ่ายเงินจากการใช้จริงว่าแต่ละเดือนมีคนใช้เท่าไหร่ ซึ่งต่อคนแล้วตกประมาณ 24 บาทกว่า เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้ลดลงไปได้เยอะแล้ว”
นายภาวุธ กล่าวต่อว่า หากโครงการนี้มีคนใช้ไม่เยอะรัฐก็ไม่ต้องจ่ายเงินเยอะ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือคนจะเข้ามาใช้เยอะหรือไม่ และคนที่เข้ามาใช้เป็นคนจริงหรือไม่หรือเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นมา ฉะนั้นตนจึงตั้งข้อสงสัยว่า แล้ววันนี้เริ่มเห็นแล้วว่ากระทรวงดีอี เริ่มมีการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาใช้ ซึ่งก็อาจเป็นเรื่องที่ดี แต่คำถามคือจะมีการใช้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ตัวเลขที่เข้ามาใช้จะเป็นตัวเลขจริงหรือไม่ ตนอยากเห็นกรรมการตรวจรับที่จะมาตรวจสอบ หรืออาจเปิดเผยแดชบอร์ด ให้เห็นว่าปัจจุบันมีคนมาใช้เท่าไหร่จะได้มีความโปร่งใส ให้เห็นเลยว่าปัจจุบันมีคนใช้เท่าไหร่และใช้อย่างไร รวมถึงคณะกรรมการตรวจรับอาจจะต้องมีหน่วยงานหรือเอกชน จากภายนอก ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมตรวจรับ จะได้ถูกต้องและเป็นธรรม
เมื่อถามว่ามีความกังวลว่ายอดจะไม่ตรงตามเป้า นายภาวุธ กล่าวว่า ยังไม่เห็นตัวเลขแต่ก็เห็นว่ามีความพยายามชวนหน่วยงานรัฐเข้ามาใช้ซึ่งก็ดี เพราะเจ้าหน้าที่ภาครัฐหลายคนก็ใช้ AI ไม่เป็น ฉะนั้นพอมีโครงการนี้ขึ้นมาก็ทำให้เขาใช้ได้ แต่คำถามคือเขาจะใช้จริงหรือไม่และในระยะยาวจะใช้ต่อเนื่องหรือไม่ ถือเป็นข้อสงสัยที่เราตั้งไว้อยู่ สุดท้ายไหน ๆ ทำมาแล้ว จะทำอย่างไร ให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด