ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคดี “นพ.สรณ” ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. และคำขอคุ้มครองชั่วคราวไว้พิจารณา ด้านเจ้าตัวขอบคุณศาล เรียกร้อง กสทช.กลับมาประชุมร่วมกัน


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 2 ก.ย.2569 มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคำฟ้องของนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กรณีฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น ไว้พิจารณา และให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของนพ.สรณ ต่อไป


ศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของนพ.สรณ เป็นคำสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นพ.สรณจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหา กสทช. และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายดังกล่าวต้องมีคำบังคับของศาลให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นพ.สรณจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง อุทธรณ์ของนพ.สรณฟังขึ้น


ประกอบกับ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564 กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นที่สุด และคณะกรรมการสรรหา กสทช.ได้แจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้นพ.สรณทราบไว้ในหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยแล้ว นพ.สรณจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาล และเมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่า นพ.สรณได้รับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวของคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยเจ้าหน้าที่ของนพ.สรณ เป็นผู้รับไว้เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 การที่ นพ.สรณยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2459 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงรับคำฟ้องของนพ.สรณไว้พิจารณาได้


การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองกลาง เป็นให้รับคำฟ้องของนพ.สรณไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของนพ.สรณต่อไป


ประธาน กสทช.ของคุณศาล

ขณะที่ประธาน กสทช. ได้ออกคำแถลงภายหลังศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาโดยระบุว่า ขอน้อมรับและเคารพคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด และขอขอบคุณกระบวนการยุติธรรม ที่ได้พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามกระบวนการ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยืนยันตนได้ปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดถือกฎหมาย ความสุจริต และประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ แม้จะมีข้อโต้แย้งหรือความเห็นที่แตกต่างกัน

“ผมเห็นว่าทุกฝ่ายควรเคารพกระบวนการยุติธรรม และให้ข้อยุติทางกฎหมายเป็นหลักในการเดินหน้าต่อไปจากนี้ไป” นพ.สรณ กล่าวและว่า

จากนี้ไป สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่คือการทำให้ กสทช. สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ มีเอกภาพ และเดินหน้าพิจารณาภารกิจสำคัญที่ยังรอการดำเนินการ เพื่อมีให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ประเทศชาติ และประโยชน์สาธารณะ จึงใคร่ขอความร่วมมือจาก กสทช. ทุกท่าน ให้กลับมาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมประชุม กสทช. โดยพร้อมเพรียงกัน”


นพ.สรณ ยังกล่าวด้วยว่า ขอให้วางข้อขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างกันไว้เบื้องหลัง และกลับมาทำหน้าที่ตามที่กฎหมายมอบหมายให้ดีที่สุด “ผมพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ กสทช. ทุกท่าน โดยเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง รับฟังซึ่งกันและกัน และยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง วันนี้จึงไม่ควรเป็นวันที่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่ควรเป็นวันที่ กสทช. กลับมาร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง” นพ.สรณ กล่าวและขอขอบคุณ กสทช. ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ตลอดจนประชาชนและสื่อมวลชนทุกท่าน และขอยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ เป็นธรรม และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายต่อไป