มุ่งแก้ PM2.5 ที่ต้นเหตุ “ยศชนัน” ตามความคืบหน้าโมเดล “เลิกเผา เป๋าตุง” ที่เชียงราย ดึงเอกชนรับซื้อเศษวัสดุการเกษตร ชู 4 เดือนลดการเผาแล้ว 3.3 แสนกิโลฯ ตั้งเป้าขยายผลครอบคลุมภาคเหนือใน 5 ปี
วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ติดตามความคืบหน้าโครงการ “เลิกเผา เป๋าตุง” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรจากภาระมลพิษ ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมขยายผลโครงการ PMUC Zero Burn to Earn สู่พื้นที่ภาคเหนืออย่างเต็มรูปแบบ
นายยศชนัน กล่าวถึงแนวทางการทำงานว่า “สำหรับปัญหา PM2.5 เราพยายามมุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีบริบทและสาเหตุที่แตกต่างกัน การแก้ปัญหาจึงต้องมีคำตอบที่จำเพาะเจาะจง อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงเดือนสิงหาคมคุณภาพอากาศของภาคเหนือจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เราต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ คือในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม เพื่อให้ออกผลสัมฤทธิ์ทันเวลาในเดือนธันวาคม โดยเน้นให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า การเลิกเผาสามารถสร้างรายได้ได้จริง หากพื้นที่นำร่องของเราทดลองแล้วได้ผล พี่น้องประชาชนและพื้นที่อื่นๆ ก็พร้อมจะร่วมมือกันขยายผลออกไปได้ทั้งประเทศ”
สำหรับการลงพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นการติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างครบวงจรผ่านกลไกทางเศรษฐกิจ โดยต่อยอดจากการริเริ่มโครงการที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา และนำมาทดลองปฏิบัติจริงตามบริบทของจังหวัดเชียงราย เพื่อยกระดับให้เป็นโมเดลต้นแบบที่เป็นรูปธรรม ก่อนขยายความร่วมมือไปสู่พื้นที่อื่นทั่วภาคเหนือต่อไป
ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จของโมเดลนี้คือการสร้างตลาดรับซื้อที่แน่นอน โดยล่าสุดกระทรวง อว. บูรณาการความร่วมมือระยะ 1 ปี ร่วมกับ 5 บริษัทเอกชนชั้นนำ มีการลงนามรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรปริมาณ 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวลอัดเม็ด เยื่อเชิงกล (CTMP) สำหรับบรรจุภัณฑ์ ไบโอชาร์ และฉนวนเส้นใย ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเศษวัสดุไร้ค่าสามารถสร้างมูลค่าและเม็ดเงินให้แก่เกษตรกรได้จริง
ขณะเดียวกัน โครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ยังได้แสดงผลสัมฤทธิ์จาก 8 เส้นทางนำร่องในช่วง 4 เดือนแรก โดยสามารถนำเศษวัสดุคืนสู่ระบบได้ถึง 330,000 กิโลกรัม และลดการเกิดฝุ่น PM2.5 ได้ 270 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือภายใน 5 ปี โดยมุ่งดึงเศษวัสดุทางการเกษตรเข้าสู่ระบบรวม 200,000 ตัน เพื่อแปรรูปเป็นพลังงานสะอาดและผลิตภัณฑ์รักษ์โลก ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 3,000 ล้านบาท พร้อมทั้งลดการเกิดฝุ่น PM2.5 สะสมได้อย่างยั่งยืนถึง 1.6 ล้านกิโลกรัม