นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสภาฯ ชี้ความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงาน-ลดค่าครองชีพ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจประเทศ 


เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ต่อสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตามที่เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ครม. มีมติเห็นชอบให้มีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569  ซึ่งพระราชกำหนดดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าร่างพระราชกำหนดดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นความจำเป็นฉุกเฉินกรณีเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  และในการประชุมรัฐสภาให้คณะรัฐมนตรีนำเสนอ ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา รัฐบาลจึงขอกล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตราพระราชกำหนดและสาระสำคัญของพระราชกำหนดที่กำหนดไว้ 4 แสนล้านบาท ดังนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นว่า  1. สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นวิกฤตการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในอดีตที่กลุ่มประเทศโอเปคเคยห้ามส่งออกน้ำมัน ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน รวมถึงเหตุการณ์ขัดกันด้วยอาวุธระหว่างรัสเซียและยูเครน และสถานการณ์ในตะวันออกกลางของปี 2569 ที่มีการทำลาย บ่อก๊าซ ท่อส่งน้ำมัน คลังน้ำมัน และท่าเรือขนส่งน้ำมันรวมทั้งการปิดเส้นทางเดินเรือโดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซทำให้ตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันต้องหยุดชะงัก ในขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลกยังคงเท่าเดิม น้ำมันจากแหล่งอื่นไม่สามารถมาทดแทนได้และสถานการณ์ฝนปัจจุบันยังไม่แน่นอน 

2.ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 ทำให้ต้องประสบปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่โครงสร้างการผลิตสินค้า การคมนาคม และการเกษตรของไทยยังคงใช้ปิโตเลียมเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิต และการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า การขนส่ง บริการ การเกษตร และต่อประชาชน ทั้งนี้ ผลกระทบไม่ได้มาเพียงระลอกเดียว โดยระลอกแรกเกิดความตระหนก ระลอกสองราคาพลังงานสูงขึ้น ระลอกที่สามต้นทุนอาหาร สินค้าบริการปรับเพิ่มสูงขึ้น ระลอกที่สี่ สินค้าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น และระลอกที่ห้า รายได้ของประชาชนลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้หากปล่อยไว้จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ภายใต้เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจตกต่ำ และยากต่อการแก้ไข 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใด คาดว่าน่าจะอีกหลายปีกว่าที่การผลิตและส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางจะกลับสู่สภาวะเดิม หรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย ฉะนั้นหากเราไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างเหล่านี้จะต้องมีการแบกรับความเสี่ยงต่อไป เพราะวิกฤตเศรษฐกิจนี้เป็นวิกฤตซ้อนกันที่ต้องรับมือหลายระลอก ขณะเดียวกันก็ต้องจำกัดไม่ให้เกิดผลกระทบวงกว้างในอนาคต จึงจำเป็นต้องมีการตราพระราชกำหนดนี้ขึ้นเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งเป็นเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ปัจจุบันไม่สามารถรองรับสถานการณ์นี้ได้เพียงพอ และหากจะใช้งบประมาณที่มีอยู่จะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน 

พร้อมย้ำว่า งบประมาณฉุกเฉินที่ผ่านมามีการตั้งกรอบไว้ที่ 99,000 ล้านบาท และคณะรัฐมนตรีได้ใช้งบดังกล่าวไปกับการแก้ไขผลกระทบจากอุทกภัย และภัยพิบัติในหลายพื้นที่ รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้งบกลางและงบรายจ่ายประจำปี 2569 มีไม่เพียงพอและมีรายจ่ายที่จำเป็นต้องใช้เพิ่มเติมอีก 140,000 ล้านบาท ที่ไม่มีงบประมาณรองรับไว้ ดังนั้นงบกลางที่คงเหลืออยู่เมื่อรวมกับทุนสำรองจ่ายตามมาตรา 45 จำนวน 50,000 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่าย

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า งบปี 2569 ถูกใช้ไปสองไตรมาส หรือกว่าร้อยละ 72 ซึ่งยังเหลืออีกไตรมาสที่ 3-4 ดังนั้นคาดว่าจะมีงบประมาณคงเหลือที่จำกัดในการจัดทำพระราชบัญญัติการโอนงบประมาณที่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน จึงอาจไม่ทันต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤต นอกจากนี้ การจัดเก็บรายได้มีความไม่แน่นอนสูง และการบริหารหนี้สาธารณะยังเหลือกรอบวงเงินกู้ ชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพียง 17,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำเนินมาตรการเพื่อ ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ขณะเดียวกันการใช้แหล่งงบประมาณจากรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตพลังงานจะไม่ทันต่อภาวะวิกฤต เนื่องจากมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม ประกอบกับงบประมาณปี 2570 มีทั้งสิ้น 3.788 ล้านบาท ซึ่งต้องจัดสรรและรองรับความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศและด้านอื่นๆ ประกอบกับคำขอของหน่วยงานที่ดูแลด้านพลังงานก็ไม่เพียงพอในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกเพื่อทดแทนพลังงานฟอสซิล 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวยอมรับว่าแม้รัฐบาลจะใช้มาตรการพร้อมกับ การช่วยเหลือ การเยียวยา และมาตรการการคลังในรูปแบบอื่นแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ครบถ้วน และอาจก่อ ความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง หากพระราชกำหนดไม่ถูกตราขึ้นและไม่ทันต่อสถานการณ์จะส่งผลให้วิกฤตยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องมีการสร้างความมั่นคงด้านราคาพลังงานและมีทางเลือกในการผลิตให้เร็วที่สุดเพื่อลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะของประชาชน

สำหรับอนาคตที่ต้องรองรับพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โดยสรุปแล้ว พระราชกำหนดฉบับนี้มีเป้าหมายในการใช้ 3 วิธีการ คือ 1. เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการ พร้อมลดการใช้พลังงานฟอสซิล เพิ่มพลังงานทางเลือกและการผลิตในประเทศ 2. ลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วที่สุดและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้พลังงานทางเลือกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย และ 3. การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการตราพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาทในครั้งนี้ รัฐบาลตระหนักความห่วงใยของท่านทั้งหลายในการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่า ความโปร่งใส จึงได้กำหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง โดยกำหนดกรอบดังนี้ 1. ให้กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินบาท เงินตราต่างประเทศหรือตราสารหนี้รวมกันไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยต้องลงนามภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 2. การใช้จ่ายเงินกู้จะต้องเป็นไปตามแนบท้ายของพระราชกำหนด เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับ ผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้วงเงิน 200,000 ล้านบาท และเพื่อส่งเสริมประชาชน รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกของภาครัฐ และทักษะอีก 200,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางในการจัดการแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มี แต่แหล่งเงินดังกล่าวมีไม่เพียงพอและวิธีการครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่รัฐบาลต้องใช้เงินประมาณ 400,000 ล้านบาท ไม่อาจใช้วิธีการตามงบประมาณปกติ หรือการกู้เงิน ตามกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันได้ พ.ร.ก.กู้เงินจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อให้สภาและประชาชนมีความสบายใจในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของรัฐบาลขอให้มั่นใจว่าการกู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาลภายใต้พ.ร.ก.ฉบับนี้ และเมื่อรวมการกู้เงินแบบอื่นแล้วจะไม่กระทบต่อกรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐที่มีต่อประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกินร้อยละ 70

สำหรับการชำระหนี้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า กระทรวงการคลังได้วางแผนพิจารณาเงินกู้ภายในประเทศและวางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบกระจายความเสี่ยง และดูแลต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้ทั้งต้นและดอก และเชื่อว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการกลั่นกรองโครงการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามบัญชีแนบท้ายพระราชกำหนดเท่านั้น และให้เป็นไปตามความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่ซ้ำซ้อนกับเงินงบประมาณ รวมทั้งหน่วยงานที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนของประเทศไทย

ก่อนทิ้งท้ายว่า สถานการณ์วิกฤตพลังงานถือเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรง รัฐบาลพิจารณาแล้วเพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงขอสภาโปรดพิจารณาร่วมกันอนุมัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาและเปลี่ยนผ่านวิกฤตพลังงานของไทยต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนเข้าสู่วาระ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ สส. ในห้องประชุมยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับ นายหรั่ง ธุระพล อดีต สส.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เป็นเวลา 1 นาที ดังนั้น สส. ปัจจุบันเท่าที่มีอยู่และปฏิบัติหน้าที่ได้คือ 499 คน 

สำหรับกรอบเวลาวันนี้ ฝ่ายค้านได้รับ 8 ชั่วโมง คณะรัฐมนตรี (ครม.) 3 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาล 1 ชั่วโมง และประธาน 1 ชั่วโมง รวม 13 ชั่วโมง คือตั้งแต่ 09.00 - 22.00 น.