รมว.กลาโหม กำชับ ทบ. เร่งแก้ไขข่าวบิดเบือน ฮ. ยิงประชาชน “วินธัย” ชี้ เหตุป่วนชายแดนใต้ตั้งใจก่อกวน ยันการข่าวไม่ได้ล้มเหลว ผบ.ทบ. เน้นย้ำปรับปรุงให้ดีขึ้น เผย เหตุการณ์เกี่ยวข้องกับ BRN
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ในช่วงเช้า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมผู้บังคับบัญชาระดับสูง เข้าร่วม รวมทั้งแม่ทัพภาคต่างๆ ยกเว้นแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งให้รองแม่ทัพฯ มาเข้าร่วมแทน
ต่อมาเวลา 12.10 น. พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลัง พล.ท.อดุลย์ ตรวจเยี่ยม บก.ทบ. ถึงกรณีเกิดเหตุความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า รมว.กลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์ภาคใต้มาโดยตลอด พร้อมกำชับให้สืบสวนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่บิดเบือน โดยกำชับให้รีบออกมาแก้ไขเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เช่น การกล่าวหาการปฏิบัติการของกองทัพ ที่อ้างว่ามีการใช้อาวุธบนเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว โดยกระทรวงกลาโหมจะทำหน้าที่สนับสนุนกองทัพภาคต่างๆ
“วินธัย” รับมีปั่นข่าว กระทบภาพลักษณ์เจ้าหน้าที่
ทางด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเสริมว่า พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการบิดเบือนข่าวสารมาโดยตลอด หรือที่เรียกว่าการปั่นข่าว เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในช่วงหลัง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ปรับวิธีการสื่อสาร ซึ่งกรณีเหตุการณ์การก่อเหตุกว่า 51 จุด ในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นความเคลื่อนไหวพร้อมกันในหลายพื้นที่ และไม่ได้มีความรุนแรงหรือเป้าประสงค์ต่อชีวิตประชาชน แต่เป็นการปฏิบัติเพื่อหวังผลทางจิตวิทยาโดยใช้การสื่อสาร ซึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการสู้รบ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย และข่าวสาร ยอมรับว่าในช่วงเกิดเหตุค่อนข้างวุ่นวายและมีความเคลื่อนไหวของคนจำนวนมาก ในขณะที่เจ้าหน้าที่ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ลงพื้นที่ไปแก้ไขสถานการณ์ ดังนั้น ความเห็นที่ไม่ตรงกันอาจเกิดขึ้นได้ และส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลโดยไม่ได้ตรวจสอบ เช่น การพูดของระดับฝ่ายการเมือง
ชี้ตั้งใจก่อกวน เน้นปริมาณก่อเหตุให้มาก
พล.ต.วินธัย ย้ำด้วยว่า เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ถูกออกแบบมาใช้กับเป้าหมายที่มีลักษณะเช่นนั้น เนื่องจากมีการเคลื่อนที่เร็วและเป็นช่วงเวลากลางคืน ซึ่งทัศนวิสัยการมองเห็นเป็นไปไม่ได้ หากเห็นตามภาพยนตร์ก็จะมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ในลักษณะกับเป้าหมายเป็นกลุ่มมากกว่า เช่น การคุ้มกัน ซึ่งตามหลักยุทธวิธีไม่ใช่อยู่แล้ว นอกจากนี้ การใช้กำลังพลของกองทัพบกในการสนับสนุนภารกิจของ กอ.รมน. อยู่ในกรอบ และกติกาทุกอย่าง และเป็นสากล ซึ่งการใช้อาวุธเป็นไปได้ยาก ยกเว้นมีการใช้อาวุธต่อเจ้าหน้าที่ ส่วนการติดตามผู้ก่อเหตุนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ และมีความคืบหน้าพอสมควร
โฆษกกองทัพบก เผยต่อไปถึงกรณีมีการมองกันว่าการก่อเหตุคืนเดียวกว่า 51 จุด เจ้าหน้าที่หายไปไหนหมดนั้น หากเปรียบเทียบพื้นที่กับจำนวนเจ้าหน้าที่แล้วนำมาหารเฉลี่ยก็ไม่เพียงพอ ฉะนั้นหลักทั่วไปของ กอ.รมน. ต้องใช้ควบคู่กับงานด้านการข่าว และงานด้านการข่าวปัจจุบันก็ยังสามารถทำได้ แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะการก่อเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่พื้นที่ชุมชน และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่พื้นที่เพ่งเล็งสูง ต้องดูว่าแผนทางยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองได้กำหนดพื้นที่ไว้อย่างไร ซึ่งจะมีความเข้มข้นในการดูแลแตกต่างกัน
แต่เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวมีแนวโน้มก่อกวนมากกว่า โดยการเน้นให้มีจำนวนการก่อเหตุให้มาก เพื่อนำสิ่งที่เกิดขึ้นในการเป็นขวัญ และกำลังใจของวัยรุ่น ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องชีวิต เพราะเป็นลักษณะการเผาทำลายทรัพย์สิน เพื่อต้องการให้มีสัญลักษณ์เหล่านี้เกิดขึ้น และการก่อเหตุดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำได้ด้วยจำนวนพื้นที่ที่เยอะมาก และเรื่องพื้นที่ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังไม่ใช่พื้นที่ที่ถูกเพ่งเล็ง เช่น การทำลายเสาไฟฟ้า ซึ่งมีเป็นแสนต้น
ผบ.ทบ. เน้นย้ำปรับปรุงขีดความสามารถการข่าว
ส่วนข้อกังขาการข่าวในพื้นที่มีปัญหา พล.ต.วินธัย ระบุว่า การข่าวมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นที่และการข่าวในระบบ ซึ่งการก่อเหตุในลักษณะอย่างนี้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะต้องเพิ่มการข่าวในระดับเหตุการณ์เล็กๆ ซึ่งการทำงานของหน่วยข่าวมีลักษณะสอดประสานกัน ข้อมูลทางด้านการข่าวถือว่ามีประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าประชาคมข่าว เพราะจะเห็นการบูรณาการทางด้านการข่าวมากที่สุด และเชื่อว่า ไม่น่าจะใช่ระบบการข่าวสั่นคลอน ซึ่งเรียกว่า แยกกันทำ แต่รวมกันคิด
ขณะเดียวกัน พล.ต.วินธัย ยังกล่าวถึงเรื่องที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการข่าวยังไม่แม่น ว่า หากพิจารณา เขาต้องการที่จะก่อเหตุทุกวัน แต่อาจทำได้แค่วันเดียว หรืออาจจะเกิดจากความไม่พร้อม ซึ่งก็ยังมองยาก แต่โดยลักษณะการปฏิบัติที่เกิดขึ้นยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรู้ได้ทั้งหมดจากงานทางด้านการข่าว ซึ่งในแต่ละจังหวัดมีหลายพื้นที่ และในแต่ละพื้นที่ก็มีหลายอำเภอ ซึ่งมีจำนวนมาก แต่จังหวัดนราธิวาส ถือเป็นจังหวัดที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากที่สุด พร้อมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่มีไม่พอเพียง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน
พร้อมกันนี้ พล.ต.วินธัย ย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่รัฐ และขอยืนยันว่างานด้านการข่าวไม่ได้ล้มเหลว ซึ่งความพยายามของผู้ก่อเหตุมีค่อนข้างสูง เพราะรู้ว่าคำถามเหล่านี้จะย้อนกลับไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้สังคมกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้แนวทางการแก้ไขปัญหาเข้าทางฝ่าย แต่สถานการณ์ในภาพรวมจากสถิติยังดีอยู่ การสูญเสียชีวิตทรัพย์สิน หากเทียบกับอดีต ถือว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้น ในขณะที่ พล.อ.พนา มีการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โดยตลอด เน้นย้ำในเรื่องงานด้านการข่าว ให้มีการปรับปรุงเพิ่มขีดความสามารถให้มากขึ้น และเพิ่มมาตรการการคุ้มครองความปลอดภัย
ชี้ เหตุการณ์เกี่ยวข้องกับ BRN
ในช่วงท้าย พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN ทางด้าน พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวเสริมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการประสานการทำงานของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ที่ทำให้เกิดการสอดรับพร้อมๆ กัน และมีในเรื่องของวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น โดยไม่มุ่งเอาชีวิตประชาชน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าวัตถุประสงค์คืออะไร แต่การทำงานเป็นขบวนการ และต้องสาวให้ลึกว่าสาเหตุหลักในการก่อเหตุต้องการอะไร