“ยศชนัน” ถกด่วนผู้ว่าฯ เหนือทุกจังหวัด รับมืออุทกภัย ชู 5 ข้อสั่งการเปิด War Room ทุกจังหวัด พร้อมชง 2 แผนดึงเอกชน-รัฐช่วยด่วน


วันที่ 20 ส.ค.2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ลงพื้นที่จังหวัดน่านติดตามสถานการณ์อุทกภัย พร้อมเรียกประชุมด่วนผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือทั้งหมด เพื่อเตรียมรับมือมวลน้ำระลอกใหม่ โดยสั่งการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (War Room) ในทุกจังหวัด พร้อมดึงทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการความช่วยเหลือ


ทั้งนี้ เนื่องจากเหตุการณ์ที่มีหลายจังหวัดในภาคเหนือเกิดเหตุอุทกภัยและดินโคลนถล่ม เช่น สุโขทัย แม่ฮ่องสอน และแพร่ รองนายกรัฐมนตรีจึงเรียกประชุมด่วน โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และนายธรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดจากทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ


นายยศชนัน ได้เน้นย้ำในที่ประชุมให้ทุกพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และต้องมีการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้กำหนด 5 ข้อสั่งการด่วน เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันของทุกจังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่


การตั้งศูนย์บัญชาการ (Single Command War Room) - ให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แบบจุดเดียวในทุกจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อสั่งการและบริหารจัดการสถานการณ์เบ็ดเสร็จ

การเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ - จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ ยานพาหนะ และอุปกรณ์กู้ภัยอื่น ๆ ที่จำเป็นให้พร้อมใช้งานได้ทันที

การวางระบบเตือนภัยและแผนอพยพ - เตรียมพร้อมระบบแจ้งเตือนประชาชน และซักซ้อมแผนการเคลื่อนย้ายผู้อพยพในพื้นที่เสี่ยงภัย

การเตรียมกำลังพล - จัดเตรียมเจ้าหน้าที่และกำลังคนให้พร้อมสแตนด์บายปฏิบัติงานตลอดเวลา

การรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ - หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ให้รายงานตรงต่อรองนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และ ปภ. ทันที


นอกจากมาตรการหลักเชิงรับแล้ว ที่ประชุมยังได้ประเมินสถานการณ์และเตรียมแผนสำรองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือ โดยกำหนด 2 แนวทางบริหารจัดการเพิ่มเติม ได้แก่

การประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน - เพื่อระดมทรัพยากรและเสริมกำลังในการเข้าช่วยเหลือประชาชน

การบูรณาการความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่น - ร้องขอการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อให้การบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกมิติ