“ชาญชัย-พะจุณณ์” รุกต่อ ยื่นหลักฐาน ชื่อคนทำผิด ให้ “กมธ.งบฯปี 70” ขอช่วยตรวจสอบ “มติ บอร์ด ทอท.” ลดค่าตอบแทนสัมปทานให้เอกชน ปีละ 1.8 หมื่นล้าน นาน 10 ปี ทำรัฐเสียหาย 1.8 แสนล้าน 


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 ส.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. นครนายก พร้อม พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีต สว. เข้ายื่นหลักฐานและเอกสารประกอบต่อน.ส. ศิริกัลยา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน และน.ส.วทันยา บุนนาค ในฐานะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 กรณีคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือ บอร์ด ทอท. มีมติแก้ไขสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบิน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท


โดยนายชาญชัย กล่าวว่า ตนเคยยื่นเรื่องร้อง ป.ป.ช. ให้ดำเนินคดีต่อนายกรัฐมนตรี และ ครม. รวมถึง บอร์ด ทอท. รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใน การแก้ไขสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีภายในสนามบิน เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 นั้น จากนั้นเลขาธิการ ครม. นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 โดยที่ประชุม ครม. ได้มีมติรับทราบข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. พร้อมมอบให้กระทรวงการคลังไปหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมและสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) โดยได้ข้อสรุปว่า กรณีที่ ทอท. แก้ไขสัญญาสัมปทาน และสัญญาสัมปทานพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้บริษัทคิงส์ เพาเวอร์ ซึ่งทำให้รายได้จากค่าผลประโยชน์ตอบแทนของ ทอท. ลดลงปีละ 18,021 ล้านบาท รวม 10 ปี คิดเป็นเงินรวม 180,000 ล้านบาท ครม. รับทราบว่าเกิดปัญหานี้ขึ้นจริง จากนั้นวันที่ 3 ธ.ค. 2568 บริษัท ทอท. ได้ทำหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมบอร์ด ทอท. มีมติอนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี และสัญญาสัมปทานบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ฯ ในวันที่ 2 ธ.ค.2568 โดยไม่คำนึงถึงมติ ครม. ที่ส่งแจ้งให้ทราบ 

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในการประชุมบอร์ด ทอท. ครั้งนี้ มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย เข้าร่วมประชุมเองด้วย ทั้งที่มติ ครม. เพิ่งจะมีมติรับทราบว่า การแก้ไขสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินค่าตอบแทนที่ควรได้ถึง 1.8 แสนล้านบาท ถามว่า นายปกรณ์ที่เข้าร่วมประชุมทั้งวง ครม. ที่มีมติรับรู้รับทราบปัญหานี้ และเข้าร่วมประชุมวงบอร์ด ทอท. ท่านไม่ได้คัดค้าน หรือทักท้วงใดๆเลยหรือ

“ที่ผมต้องชี้แจง ไล่ไทม์ไลน์เพื่อให้เห็นถึง มติของ บอร์ด ทอท. และการแจ้งให้ ตลท. รวมถึงมติรับทราบของที่ประชุม ครม. ที่รับทราบปัญหาในเรื่องนี้ ที่ชัดเจนในตัวแล้วว่า ต้นเหตุที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ค่าสัมปทาน 1.8 แสนล้านบาท มาจากใคร องค์กรใด สังคมเมื่อรับทราบข้อมูลหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ตัดสินได้เอง แม้แต่กรรมการ ป.ป.ช. จึงขอย้ำว่า เรื่องนี้มันชัดเจน ทั้งหลักฐานเอกสาร บุคคลและข้อเท็จจริง 

ดังนั้น อย่ายื้อประวิงเวลา อ้างสอบเพิ่ม ซ้ำซ้อนอีกต่อไปเลย เพราะ 4 ประเด็นหลัก ที่เคยร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ซึ่งรับเรื่องไปแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการใดๆ คือ 

1. การรายงานข้อมูลไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง โดยไม่มีการชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นในการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของแผ่นดิน 1.8 แสนล้านบาท คนใน ทอท. มีการตัดตอน ไม่ได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ ครม. ชี้ให้เห็นเจตนาของ บอร์ด ทอท. ว่า ตั้งใจที่จะมีมติลดค่าตอบแทนผลประโยชน์ตอบแทนจากสัมปทานก่อนแล้ว 

2. การแก้ไขสัญญาที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดียวของบอร์ด ทอท. นี้ ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากอัยการสูงสุด ทั้งยังนำเสนอข้อมูลนี้ต่อ ตลท. เพื่อแจ้งกับผู้ถือหุ้นด้วย 

3. การแก้ไขสัญญาสัมปทานลดค่าตอบแทนให้รัฐของบอร์ด ทอท. ไม่ได้ทำตามหลักเกณฑ์เรื่องการเสนอต่อ ครม. เพราะไม่ได้ผ่านการพิจารณาจาก ครม. ตามที่ระบุไว้ในข้อเสนอแนะของสำนักเฝ้าระวัง ป.ป.ช. ข้อที่ 3 ที่กำหนดว่า “มาตรการแก้ไขสัญญาที่ก่อมติผูกพันทรัพย์สิน หรือ ทางการเงินการคลังของรัฐ จะต้องขออนุญาตต่อ ครม. เพื่อพิจารณาก่อน 

4. การแก้ไขสัญญาสัมปทานของบอร์ด ทอท. ที่ลดค่าตอบแทนให้เอกชน ที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาทครั้งนี้ เป็นการละเมิดพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 เป็นการตอกย้ำว่า เป็นการใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตที่มี จนทำให้รัฐเสียหายสูงสุดถึง 1.8 แสนล้านบาท” นายชาญชัย กล่าว


นายชาญชัย กล่าวต่อว่า เจตนาที่มายื่นเรื่องกับตัวแทน กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพราะเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่ต้องสูญเสียรายได้แผ่นดินถึง 1.8 แสนล้านบาท จากหน่วยงานรัฐสังกัดกระทรวงคมนาคม ที่ถือหุ้นใหญ่และเป็นธุรกิจผูกขาดคือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยาน รวมหกสนามบินที่ ทอท. ดูแล ซึ่ง กมธ.งบฯปี 2570 มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญสามารถตรวจสอบ พฤติกรรมการกระทำของตัวบุคคลในองค์กรรัฐ ว่ามีเพราะเหตุใดจึงกล้าแก้ไขสัญญาจนทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐถึง 1.8 แสนล้านบาท และรวมไปถึง ครม. ที่เป็นฝ่ายบริหาร ที่มีมติรับทราบ อนุมัติเรื่องดังกล่าวโดยไม่มีการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร 

ตนจึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องนี้ให้กับฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะ กมธ.วิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาถึงปัญหานี้ในที่ประชุมใหญ่ กมธ. เพื่อรายงานให้สภาฯได้ทราบต่อไป ตนประกาศแล้วภายใน 2 เดือนนี้ หากไม่เรียบร้อยจะเคลื่อนไหวในภาคประชาชนต่อไป วันนี้มาให้พี่น้องประชาชนทราบข้อเท็จจริงว่า ใครที่ใช้อำนาจเหนือกฎหมาย กล้ามีมติแก้ไขสัญญาสัมปทานไปตัดลดรายได้ของรัฐจนเกิดความเสียหายสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท มันมากเกินไป จนเหลืออดไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ ภาคประชาชนจะออกมาปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ เพื่อทวงคืนเงิน 1.8 แสนล้านบาทกลับมาให้ประเทศชาติ เพื่อใช้จ่ายดูแลประชาชนคนยากจนส่วนใหญ่ ไม่ใช่มุ่งเจาะจงช่วยกลุ่มทุนรายเดียว ที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและประเทศไทย