“สิทธิโชติ” ยันคดี “ฮั้ว สว.” ไม่หลุดกรอบเวลา พิจารณาครบ 7 ข้อหา สัปดาห์สุดท้ายกำหนดลงมติรายบุคคล ส่วนคดีทุจริตเลือกตั้ง สส.อำนาจเจริญ ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอเปิดพิจารณาสำนวนใหม่


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 ส.ค.2569 ที่รร.เซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ว่า กระบวนการทำงานทั้งหมดเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ คือ ภายในเดือน ส.ค.นี้ ไม่มีการหลุดกรอบเวลาอย่างแน่นอน ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างแม่นยำและตรงตามแผนงานในสัปดาห์สุดท้ายคาดว่าจะสามารถพิจารณาสำนวนคดีในทุกข้อหาได้จนจบกระบวนการ จากนั้นจะเหลือเพียงขั้นตอนการลงมติวินิจฉัย


นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ขั้นตอนการพิจารณานั้น กกต.ดำเนินการประชุมพิจารณาไล่เรียงแยกย่อยทีละข้อหา โดยข้อหาแรกได้ใช้เวลาพิจารณาและพูดคุยกันมาเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม จากนั้นจึงทยอยพิจารณาข้อหาจนกระทั่งถึงข้อหาที่ 7 ซึ่งถือเป็นข้อหาชุดสุดท้าย ทั้งนี้เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาแต่ละบุคคลอาจถูกร้องเรียนและเชื่อมโยงในหลายข้อหาที่แตกต่างกัน บางคนอาจโดนหลายข้อหา หรือบางคนอาจมีเพียงข้อหาเดียว กกต. จำเป็นต้องพิจารณาแยกแยะในรายละเอียดของแต่ละข้อหา ก่อนจะนำมาประมวลภาพรวมทั้งหมดร่วมกัน และภายหลังจากที่ประชุมพิจารณาข้อหาชุดสุดท้ายแล้วเสร็จ จะมีการพักการประชุม 1 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมการ กกต. แต่ละท่านได้นำข้อมูล พยานหลักฐาน และเหตุผลข้อโต้แย้งทั้งหมดไปพินิจวิเคราะห์ ตกผลึกทางความคิด และสรุปภาพรวมทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะกลับมาร่วมประชุมเพื่อลงมติวินิจฉัยเรียงรายบุคคลต่อไป


“การพิจารณาความหนักเบาของโทษมี 2 ระดับ คือ ระดับโทษทางอาญา และระดับที่หลักฐานไปไม่ถึงอาญาแต่ควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมีการทุจริตหรือไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ซึ่งเพียงแค่อย่างหลังก็สามารถส่งศาลฎีกาได้แล้ว โดยหลังจากพิจารณาครบทุกข้อหาแล้ว จะเว้นระยะเวลาไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ กกต. แต่ละท่านได้ไปตกผลึกและพิจารณาภาพรวมทั้งหมดก่อนลงมติ” นายสิทธิโชติ ระบุ


เมื่อถามถึงกระแสข่าวการโหวตลงมติคดีฮั้ว สว. ที่มีข่าวลือว่า สว. อาจจะรอด เพราะ กกต. ส่วนใหญ่ได้รับแต่งตั้งมาโดย สว. ชุดนี้ และจะตอบสังคมอย่างไรหากมีมติยกคำร้องหรือลงโทษบางคน นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ว่า กกต. ท่านใดจะมีมติให้ส่งศาลฎีกาหรือให้ยกคำร้อง ทุกอย่างจะต้องมีเหตุผลประกอบเสมอ ซึ่งจะมีช่องคำวินิจฉัยจะมีระบุว่าตัดสินด้วยเหตุผลตามคณะที่ 26 ตามคณะที่ 36 หรือเหตุผลอื่นที่ กกต. เห็นเพิ่มเติม ซึ่งเปรียบเหมือนคำพิพากษาของศาล ที่แม้อาจมีคนไม่เห็นด้วย แต่เมื่ออ่านแล้วจะรู้ว่ามีน้ำหนักมีเหตุผลหรือไม่ จึงขออย่าเพิ่งกังวล เพราะการลงมติต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กกต. แต่ละท่าน และทุกคนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนวินิจฉัยไป


เมื่อถามถึงกรณีที่สังคมและฝ่ายค้านตั้งคำถามเรื่องกระบวนการเลือก สว. รวมถึงการที่มีพนักงาน กกต. เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีการเลือกตั้ง สส. ว่า กกต. ได้มีการดำเนินคดีและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในสำนวนการสืบสวนไต่สวนการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2566 ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา และมีการสั่งให้ไปไต่สวนเพิ่มเติมใน 2 จังหวัด คือ จ.ตาก และจ.อำนาจเจริญ


นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า กรณีที่จ.ตาก เป็นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นและมีปัญหาในลักษณะทุจริตเรียกรับเงิน ทางสำนักงาน กกต. ได้รับทราบข่าวและมีผู้ร้องเรียนเข้ามา จึงได้ตั้งกรรมการสอบสวน และพบว่าเจ้าหน้าที่รายนั้นมีการกระทำผิดจริง ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ไล่ออก ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีที่ จ.อำนาจเจริญ เป็นอีกเคสที่ส่วนกลางส่งเจ้าหน้าที่คนนี้เข้าไปสืบสวนไต่สวนเพิ่มเติมในคดี สส. ก็พบว่ามีการร้องเรียนและพบพฤติการณ์ทุจริตรับเงินเช่นกัน จึงได้มีการตั้งกรรมการสอบสวน ที่จริงแล้วเจ้าหน้าที่คนนี้ถูกไล่ออกไปก่อนในเคสแรก แต่ขั้นตอนทางวินัยยังคงดำเนินการค้างอยู่ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็นเบื้องต้นว่าควรให้ไล่ออกและปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาขั้นสุดท้ายของคณะอนุกรรมการฯ เพื่อลงมติว่าจะเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลมติในเร็วๆ นี้


นายสิทธิโชติ กล่าวยืนยันว่า ในส่วนของ สส. ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง สส. สำนวนนั้นก็เป็นอีกสำนวนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเข้าไปทำ แต่ปรากฏในภายหลังว่ามีเส้นทางการเงินโอนเข้าหาเจ้าหน้าที่ โดยผู้โอนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่ตัว สส. ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งสำนวนใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ หากจะตั้งเป็นความปรากฏนั้น จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงเพียงพอ ขณะนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานในเชิงนิติวิทยาศาสตร์หรือพยานบุคคลที่ยืนยันไปถึงขนาดนั้น จึงยังไม่มีการตั้งสำนวนไปยังตัว สส. ที่เกี่ยวข้อง เรื่องจึงจบลงแค่นั้นก่อน ส่วนสำนวนการเลือกตั้ง สส. ที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเคยลงไปทำนั้น ได้มีการวินิจฉัยไปแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นอย่างไร


เมื่อถามว่าเรื่องนี้พอจะสรุปได้หรือไม่ว่ามีแกนนำพรรครัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า มีข้อกล่าวหาเป็นเพียงแค่พยานบุคคล แต่จะต้องมีหลักฐานอื่นมาประกอบบ้าง หากเราส่งเรื่องไปศาลถ้าพยานพูดกล่าวอ้างถึงใครแล้วเราส่งไปหมดโดยที่ไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ ก็อาจจะทำให้ศาลรับฟังไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นจะต้องมีหลักฐานอื่นมาประกอบ


เมื่อถามถึงการกอบกู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ กกต. ที่มักถูกกล่าวหาเรื่องการล้มสำนวนหรือการทุจริต นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กกต. อยู่ได้เพราะความศรัทธาของประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เป็นข้อกล่าวหาเราก็ต้องขจัด เราต้องมีเกียรติและศักดิ์ศรี จิตใจที่ดีและกล้าหาญ ในเรื่องที่ถูกต้องและมีคุณธรรมของความเป็นข้าราชการซึ่งจะต้องดูแลบ้านเมืองให้ได้ โดยขณะนี้กำลังขันน็อตและปรับปรุงกระบวนการสืบสวนไต่สวนทั่วประเทศให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น