รัฐบาลยกระดับรับมืออุทกภัย–ภัยแล้ง จัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) 17 จังหวัดภาคกลาง - กทม. ลงลึกถึงหมู่บ้าน “รู้ก่อน–ป้องกันก่อน–พร้อมรับมือ” ลดความเสียหายประชาชน
วันที่ 11 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยกระดับการรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง โดยเน้นการรู้ความเสี่ยงล่วงหน้า ป้องกันล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมก่อนภัยมาถึง เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน พื้นที่เกษตร และเศรษฐกิจของประชาชน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค 5 คณะ ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลาง จังหวัด ท้องถิ่น ฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ทำงานบนข้อมูลและแผนเดียวกัน ลดขั้นตอนการสั่งการ และสามารถเข้าป้องกันหรือช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วขึ้น
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือหลัก “รู้ก่อน–ป้องกันก่อน–พร้อมรับมือ” โดยรัฐบาลจะนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น มอบหมายให้ GISTDA และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ จัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ลงลึกถึงระดับตำบลและหมู่บ้าน เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ใดเสี่ยง พื้นที่ใดต้องเร่งป้องกัน จุดใดต้องเฝ้าระวัง และประชาชนกลุ่มใดต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรก
“เป้าหมายคือทำให้ข้อมูลความเสี่ยงถูกนำมาใช้ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่เมื่อเกิดเหตุแล้ว ดังนั้นจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรู้ล่วงหน้าว่าจุดไหนต้องเตรียมเครื่องมือ จุดไหนต้องบริหารจัดการน้ำ พื้นที่เกษตรใดต้องวางแผนรับมือ และหากเกิดเหตุขึ้นจะเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลก่อน”
สำหรับภาคกลาง นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบขับเคลื่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ มีทั้งพื้นที่เกษตร ชุมชนเมือง และพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้ง โดยจะใช้ภาคกลางเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาระบบรับมือภัยอย่างครบวงจร ก่อนนำแนวทางที่ได้ผลไปขยายสู่ภูมิภาคอื่น
การดำเนินงานภาคกลางจะครอบคลุม 4 ด้าน ตั้งแต่ การป้องกันก่อนเกิดภัย การเผชิญเหตุและดูแลประชาชน การฟื้นฟูเยียวยา และการสื่อสารและการมีส่วนร่วม พร้อมจัดทำ Risk Map ควบคู่กับการติดตามพื้นที่เพาะปลูก ปริมาณน้ำ และจุดเสี่ยง รวมถึงจัดทำ Checklist มาตรฐานสำหรับ 17 จังหวัดในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร เพื่อให้แต่ละพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของตนเองได้อย่างเป็นระบบ และรู้ว่าต้องดำเนินการอะไรบ้างก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤต
นอกจากนี้ กำหนดให้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นต้นแบบการจัดการภัยแล้งภาคการเกษตร และจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นต้นแบบการจัดการน้ำท่วม โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวบรวมแผนและจัดทำ Checklist ขณะที่ สทนช. และ GISTDA จะติดตามข้อมูลและพัฒนา Risk Map อย่างต่อเนื่อง พร้อมมีคณะอนุกรรมการติดตามผล เพื่อให้แผนที่วางไว้ถูกนำไปปฏิบัติจริงในพื้นที่
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ซึ่งดีกว่าการตามเยียวยาภายหลัง ทั้งนี้ การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน จะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งต่อชีวิต บ้านเรือน พื้นที่เกษตร และการประกอบอาชีพ และจะนำบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบไปขยายผลทั่วประเทศ”