“อนุทิน” แจง “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 ต้องเช็กกระเป๋าเงินรัฐบาลก่อนตัดสินใจ หากคุ้มค่าก็ควรทำ ยันเงินคงคลังยังแข็งแรง 


วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการดำเนินโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" เฟส 2 หลังเฟสแรกกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ว่า นโยบายใดที่เป็นประโยชน์ ทำให้เศรษฐกิจดี การค้าขายคล่องตัว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รัฐบาลพร้อมนำมาพิจารณาทุกเรื่อง

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าอาจมีการปรับเงื่อนไขการร่วมจ่ายจากเดิม 60:40 เป็น 50:50 นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า ยังไม่ได้ลงลึกไปถึงรายละเอียดขนาดนั้น เพราะจำเป็นต้องพิจารณา "กระเป๋าเงิน" ของรัฐบาลควบคู่ไปด้วย สำหรับข้อวิจารณ์ว่าการกู้เงินจะสร้างภาระให้กับประชาชนนั้น ต้องดูเงื่อนไขของการกู้ด้วย เนื่องจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ดังกล่าวมีอัตราดอกเบี้ยเพียง 1.2% ซึ่งหากกู้มาใช้แล้วเกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่ากว่าต้นทุนดอกเบี้ย ก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำ

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้จะพิจารณาจากความสามารถในการชำระคืนตามดอกเบี้ยที่กำหนด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลดูแลและบริหารจัดการมาโดยตลอด การกู้เงินมาอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทำให้เกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง สะท้อนได้จากดัชนีความเชื่อมั่น การลงทุน มูลค่าการค้า การส่งออกที่เพิ่มขึ้นรวมถึงตัวเลข GDP ซึ่งประเด็นเหล่านี้กลับไม่มีใครกล้าพูดถึง ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง

สำหรับแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกมิติ ตั้งแต่การลดและแยกประเภทค่าไฟฟ้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน การปรับภาระความเสี่ยงด้านพลังงาน ตลอดจนการจัดระเบียบศูนย์ข้อมูล (Data Center) ใหม่ เนื่องจากมีการใช้น้ำและไฟฟ้าในปริมาณมาก จึงต้องเข้าไปกำกับดูแลเพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับและคำชมจากต่างชาติ ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น และเกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตามหากไปตรวจสอบดูเงินคงคลังและส่วนอื่นๆ จะพบว่าสถานะทางการเงินของรัฐบาลในขณะนี้ยังคงแข็งแรงอยู่