รัฐบาลเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด “เอกนิติ” ชูโมเดล “Solar Credit” ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ หวังใช้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเป็นเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อรูปแบบใหม่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายชาวบ้าน


วันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การแก้โจทย์ค่าไฟแพง ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าสูงถึง 60% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน การส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์จึงเป็นแนวทางหลักในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน “Solar Credit” จึงเปิดกว้างทั้งสำหรับประชาชนทั่วไป เจ้าของโครงการ โรงงาน และผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติของคณะกรรมการกลั่นกรอง

นายเอกนิติ  ชูโมเดล “Solar Credit” ติดตั้งก่อน ผ่อนจ่ายผ่านพฤติกรรมการใช้ไฟ  นับเป็นไฮไลท์สำคัญของโครงการ ถือเป็นการอนุมัติสินเชื่อรูปแบบใหม่ (Alternative Credit Score) โดยจะพิจารณาจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการติดตั้งได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับภาระเงินก้อนในตอนแรก ขณะนี้มี กฟน.  กฟภ. ได้ยื่นเสนอโครงการมาให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาแล้ว 

สำหรับการติดตั้งและการดำเนินการ โดยประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการต้องเลือกติดตั้งระบบกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อให้เชื่อมระบบถูกต้องตามข้อกำหนดสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้รัฐได้ เป็นการติดตั้งขนาด 5 กิโลวัตต์ (5 kW) มีราคาประมาณ  95,000 บาท ถึง 100,000 กว่าบาท  โดยผู้ประกอบการหรือประชาชนที่สนใจต้องผ่านการคัดเลือกและอนุมัติจากคณะกรรมการและอนุกรรมการ  ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน 

โดยพร้อมดึงแบงก์รัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือธนาคารออมสิน ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นกลไกสำคัญในการปล่อยสินเชื่อภายใต้โมเดล “Solar Credit”  โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อรูปแบบใหม่ (Alternative Credit Score) เป็นเงื่อนไขสำคัญไม่ได้ดูเพียงแค่เอกสารรายได้ตามปกติ แต่จะใช้ “พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า” ของประชาชนเป็นหลักในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ถือเป็นการ “อนุมัติสินเชื่อรูปแบบใหม่” เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในระดับครัวเรือน  

 สำหรับรูปแบบการสนับสนุน ได้ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชน “ไม่ต้องออกเงินก้อน” ในช่วงเริ่มต้นโดยแบงก์รัฐ ออกค่าใช้จ่ายติดตั้งให้หมด แต่มีส่วนลดจูงใจให้ในช่วงปีแรก (เช่น ได้รับส่วนลดถึง  2,000 บาท) ในช่วงแรกประชาชนจะได้ส่วนลดค่าไฟฟ้าทันที จากนั้นในปีที่ 3 ประชาชนแทบไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มจากภาระปกติ ปีที่ 5  จะเริ่มเห็นผลกำไรหรือส่วนลดที่ชัดเจนมากขึ้น (เช่น ประหยัดได้ 7 ส่วน จากเดิม 5 ส่วน) 

 นอกจากนี้ ประชาชนสามารถเลือกติดตั้งผ่านระบบของการไฟฟ้า (กฟน./กฟภ.) เพื่อช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้อง สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบคืนให้แก่ภาครัฐ เพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง กำหนดตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 500,000 ราย