อว.-NARIT ผนึก ศธ. ร่วมมือกับองค์การอวกาศแห่งชาติจีน ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทยขึ้นโคจรรอบดวงจันทร์กับยาน "ฉางเอ๋อ 7"
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานแถลงข่าว “ครั้งแรกของไทยสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์” ร่วมกับภาคีเครือข่ายอุดมศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศความร่วมมือกับองค์การอวกาศแห่งชาติจีน ในการพัฒนาและส่งอุปกรณ์วิจัย (Payload) ขึ้นไปโคจรรอบดวงจันทร์พร้อมกับภารกิจ “CE-7 MATCH” (ฉางเอ๋อ 7) ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกันพัฒนาขึ้นภายใต้โครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ เปิดเผยว่า ภารกิจส่ง Payload หรือกล่องสัมภาระตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ขึ้นไปโคจรรอบดวงจันทร์ในระยะ 200 กิโลเมตร ถือเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานเทคโนโลยีพื้นฐานของประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างวิศวกรไทยและวิศวกรจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อผลิตชิ้นส่วนตามมาตรฐานอวกาศ (Space Grade) ซึ่งต้องผ่านการทดสอบขั้นสูงสุด ทั้งความทนทานต่อความร้อนสูง แรงเสียดทาน และระบบสื่อสารทางไกล
องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยขั้นลึก (Deep Tech) นี้ สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ หรือเทคโนโลยีใช้ได้สองทาง (Dual-use Technology) เช่น การพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวัดทางการแพทย์ (Medical Grade) ที่ดัดแปลงมาจากชุดนักบินอวกาศ การทำ Payload ชิ้นหนึ่งเพื่อขึ้นสู่อวกาศ อาจก่อให้เกิดนวัตกรรมต่อยอดตามมาอีกกว่า 100 อย่าง ประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตสูงล้วนให้ความสำคัญกับการวิจัยอวกาศ เพราะงานวิจัยขั้นลึกจะแตกแขนงไปสู่การสร้างงานวิจัยพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่ๆ อีกมากมาย
นายยศชนันกล่าวต่อว่า นอกเหนือจากภารกิจยานฉางเอ๋อ 7 แล้ว ประเทศไทยยังมีแผนต่อเนื่องในโครงการ ‘ฉางเอ๋อ 8’ ซึ่งมีเป้าหมายลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ โดย NARIT กำลังเร่งพัฒนาอุปกรณ์รองรับเพิ่มเติม คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2572 (ค.ศ. 2029) พร้อมกันนี้ ยังได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง Spaceport (ท่าอากาศยานอวกาศ) ในประเทศไทย เพื่อเป็นฐานปล่อยสำหรับงานวิจัยซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดสากล โดยตั้งเป้าดึงภาคเอกชนและกลุ่มธุรกิจ Startup ด้านเทคโนโลยีอวกาศเข้ามาร่วมลงทุน เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐและสร้างอุตสาหกรรมอวกาศไทยให้เติบโตยั่งยืน
นายยศชนัน กล่าวเสริมว่า อีกเป้าหมายสำคัญคือ “การสร้างคน” โดยทีมงานนำโดย ดร.วิภู รุจิประภาวัต ได้วางแผนถ่ายทอดสดเหตุการณ์ปล่อยจรวดและการปฏิบัติภารกิจในอวกาศ พร้อมจัดทำสารคดีติดตามกระบวนการทำงาน เพื่อให้เยาวชนไทยทั่วประเทศได้เรียนรู้ขั้นตอนจริง นำไปสู่การขับเคลื่อนการศึกษาแบบ STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) ในโรงเรียน
ด้าน นายอัครนันท์ กัณห์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้แบบ STEM และพร้อมจับมือกับกระทรวง อว. จัดเวทีเชิงปฏิบัติการ (Workshop) รวมถึงกิจกรรมต่อยอดในโรงเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยได้เรียนรู้จากเหตุการณ์จริง มุ่งหวังว่าการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน