“วิปฝ่ายค้าน” เปิดหลักฐาน 2 ปี เลือก สว. กังขา กกต. ส่อเป่าคดีทุจริต ชี้พิธีกรรมฟอกขาวชักแถวอุ้มคนผิด แฉยับผลสอบ 2 ชุดขัดกันเอง
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยในกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?” โดยได้เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งตัดสินใจในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อย่างเที่ยงธรรมก่อนสิ้นสุดกำหนดเวลา พร้อมสับการทำงานของ กกต. ในฐานะองค์กรอิสระว่าอาจกำลังทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน และส่งสัญญาณถึงความพยายาม “เป่าคดี” หรือ “ฟอกขาว” ให้กับผู้กระทำผิด
นายพริษฐ์ กล่าวว่า พฤติกรรมของ กกต. ที่สร้างข้อกังขาต่อสังคมอย่างรุนแรงมี 5 พฤติการณ์สำคัญ คือ ออกระเบียบเปิดช่องทุจริต กกต. ออกระเบียบรวมกว่า 6 ฉบับ โดยเฉพาะข้อ 57 และ 122 ที่กำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขเดิมตั้งแต่รอบเช้าจนถึงรอบไขว้ ซึ่งเอื้อต่อขบวนการจัดตั้งและ “โพยใบสั่ง” ให้ทำงานได้ง่ายดาย หากกำหนดให้สุ่มจับหมายเลขใหม่ในรอบบ่าย กระบวนการฮั้วจะทำได้ยากกว่ามาก
หละหลวมในการตรวจคุณสมบัติ ปล่อยให้ผู้ขาดคุณสมบัติเข้ามาสมัคร ไม่ตรวจสอบการกรอกข้อมูลเท็จในใบแนะนำตัว (ส.ว.ก. 3) ดังกรณีผู้สมัคร สว. ในจังหวัดบุรีรัมย์ ตลอดจนปัญหาการลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ แต่ กกต. กลับยอมรับคำชี้แจง ปล่อยปละละเลยในวันเลือกตั้งระดับประเทศ มีการแจ้งเตือนเรื่องการเก็บโพยล่วงหน้านานนับชั่วโมง แต่กลับเปิดโอกาสให้ผู้สมัครบางกลุ่มคัดลอกข้อมูลลงกระดาษอื่นเพื่อนำเข้าห้องเลือก รวมถึงไม่มีการลงโทษผู้ฝ่าฝืนทันที ทั้งที่ พ.ร.ป.การเลือก สว. มาตรา 59 ให้อำนาจ กกต. สั่งยับยั้งหรือยกเลิกการเลือกตั้งได้ทันทีหากมีเหตุสงสัย
ความขัดแย้งของผลสอบ 2 ชุด คณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ร่วมกับ DSI ใช้เวลาสอบสวน 120 วัน เอกสารกว่า 90,000 หน้า ชี้ว่ามีผู้มีมูลความผิดถึง 229 คน แต่ “คณะอนุวินิจฉัยชี้ขาด ชุดที่ 36” ที่ กกต. แต่งตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ กลับมีมติสวนทางว่า “ไม่มีผู้ใดมีความผิดเลย” อีกทั้ง กกต. ยังคงปฏิเสธที่จะเปิดเผยที่มาและรายชื่อผู้เสนอแต่งตั้งคณะอนุฯ ชุดพิเศษนี้ต่อคณะกรรมาธิการฯ ความเสี่ยงเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน หาก กกต. ดึงเวลาออกไป จะส่งผลให้ สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งหลายคนเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดี กลับมีอำนาจในการลงมติเห็นชอบและรับรอง กกต. ชุดใหม่ เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งถือเป็นปัญหาความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) อย่างร้ายแรง
“ณ เวลานี้ หน้าที่ของ กกต. ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าหลักฐานเป็นจริง 100% หรือไม่ แต่คือการดูว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้หรือไม่” หากมีมูลชี้ชัดก็ต้องส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสิน กกต. ทั้ง 7 คน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบนี้ได้ และต้องตัดสินใจครั้งสำคัญภายในช่วงเวลาอันใกล้นี้ เพื่อพิสูจน์ว่ายังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม ไม่ตกอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของกลุ่มอำนาจใด” นายพริษฐ์ กล่าว