“ยศชนัน” นั่งประธานแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ หลังพบพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 1,363 จุด สั่งป้องกัน-เยียวยา-ฟื้นฟู ครบวงจร ตั้งวอร์รูม 24 ชั่วโมง ใช้โดรนสำรวจ-เร่งขุดลอกลำน้ำ ย้ำต้องฉับไว


วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 1 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อกำหนดแนวทางบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในการรับมือสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นระบบ


รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค 4 คณะ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติให้มีเอกภาพ สั่งการได้รวดเร็ว และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของภาคเหนือ นายยศชนันได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการ ร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงหลัก ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ การยกระดับกลไกการทำงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวัง พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 1,363 จุด และพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วงอีก 444 จุด จึงจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถรับมือได้ทั้งสถานการณ์น้ำหลากและการขาดแคลนน้ำ ลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคการเกษตรได้อย่างทันท่วงที 


คณะกรรมการมีภารกิจอำนวยการ ประสานงาน และบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ การป้องกันและบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัย ตลอดจนการฟื้นฟูพื้นที่หลังเกิดภัย เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบจากอุทกภัยและภัยแล้งให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีอำนาจกำกับและสั่งการการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ตามกรอบกฎหมาย ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รายงานผลต่อรัฐบาล พร้อมสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน รวมทั้งสามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงานเฉพาะด้าน หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการรับมือภัยพิบัติ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงรุก โดยเน้นการบูรณาการข้อมูล การประสานการทำงานของทุกหน่วยงาน และการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยและภัยแล้ง พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ยืนยันว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมทุกด้านเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มกำลัง


ขณะที่ ปภ. ได้เสนอแผนเตรียมความพร้อมและระบบแจ้งเตือนภัยในพื้นที่, กรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมกับ สสน. นำเสนอการคาดการณ์สภาพอากาศ ลมฟ้าอากาศ และแนวโน้มพื้นที่เป้าหมาย, สทนช. และกรมชลประทาน รายงานการบริหารจัดการน้ำ การเฝ้าระวังมวลน้ำ และแผนผังน้ำ นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ และน่าน และจังหวัดอื่นในพื้นที่ รวม 17 จังหวัด  ได้นำเสนอการเตรียมความพร้อมในระดับจังหวัด ทั้งการจัดการจุดเสี่ยงภัยน้ำท่วมฉับพลัน และการเตรียมแผนสำรองน้ำบาดาลกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเพื่อรับมือภัยแล้ง

ภายหลังรับฟังรายงานจากหน่วยงานและจังหวัดต่างๆ นายยศชนัน ได้มอบหมายภารกิจและมอบหมายเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยสรุปเป็นมาตรการหลัก ดังนี้

ขจัดจุดคอขวดงบประมาณฉุกเฉินเร่งด่วน - มอบหมายให้ สทนช. ประสานงานร่วมกับแต่ละจังหวัด เพื่อตรวจสอบโครงการป้องกันภัยพิบัติที่มีความจำเป็นเร่งด่วนแต่ยังขาดแคลนงบประมาณ ให้รีบจัดทำรายละเอียดเสนอเข้าสู่ส่วนกลางอย่างรวดเร็ว เพื่อจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่แก้ปัญหาได้ทันท่วงที ไม่ให้เกิดความล่าช้าจนส่งผลกระทบต่อประชาชน 

สร้างระบบ Command & Control และตั้ง War Room มอนิเตอร์ 24 ชั่วโมง - สั่งการให้ฝ่ายเลขานุการและ ปภ. ร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ จัดตั้งระบบติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนภัยรุนแรงหรือความผิดปกติของระดับน้ำ ให้รายงานและประสานตรงไปยัง ปภ. และผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสั่งการได้ทันที 

บูรณาการนวัตกรรมและ “Shelter” ร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ - มอบหมายให้ทีมทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภาคเหนือ จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว (Shelter) พร้อมนำนวัตกรรมเทคโนโลยี เช่น โดรนสำรวจพื้นที่ ระบบโทรมาตร และแอปพลิเคชันเตือนภัย เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการอพยพและการช่วยเหลือประชาชน 

เร่งรัดโครงการสำคัญและเตรียมรับมือแบบครบวงจร (น้ำท่วม-น้ำแล้ง) - กำชับให้เร่งดำเนินโครงการขุดลอกแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำน่าน (ซึ่งมีจุดเปราะบาง 18 จุด) และขุดลอกเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในลำน้ำยม รวมถึงการเตรียมแผนกักเก็บน้ำเพื่อป้องกันวิกฤตภัยแล้งล่วงหน้า 

นายยศชนัน กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำงานครั้งนี้เป็นการนำบทเรียนและประสบการณ์จากปีที่ผ่านๆ มาปรับใช้ โดยเน้นการดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การสื่อสารและการช่วยเหลือถึงมือประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริงและรวดเร็วที่สุด